ฝากเงินให้คนอื่นไปปล่อยกู้นอกระบบ ระวังสูญเงินต้นฟรี

ฝากเงินให้คนอื่นไปปล่อยกู้นอกระบบ ระวังสูญเงินต้นฟรี

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567)

          การปล่อยเงินกู้นอกระบบที่เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษทางอาญา แต่ในความเป็นจริงทางปฏิบัติ มักมีกลุ่มนายทุนจำนวนไม่น้อยที่พยายามหลีกเลี่ยงความผิด โดยใช้วิธีไม่ลงมือปล่อยกู้ด้วยตนเอง แต่เลือกที่จะมอบเงินทุนให้แก่บุคคลอื่นนำไปปล่อยกู้แทน เพื่อรอกินส่วนต่างหรือรับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยมหาโหด โดยมักจะชะล่าใจคิดว่าหากเกิดปัญหาขึ้น ตนเองจะสามารถลอยตัวหนีความรับผิดชอบหรือใช้กฎหมายทวงเงินต้นคืนได้ ทว่าคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ล่าสุดที่ 6901/2567 ได้สร้างบรรทัดฐานที่ถือเป็นฝันร้ายของกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบ

          ข้อเท็จจริงในคดีนี้เริ่มต้นขึ้นจากความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เมื่อโจทก์ได้ติดต่อพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันสนทนากับจำเลย ซึ่งในขณะนั้นอยู่กินฉันสามีภรรยากับน้องชายของโจทก์เอง โจทก์ได้ทยอยโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเองและมารดาเข้าบัญชีของจำเลยรวมเป็นเงินหลักแสนบาท จุดประสงค์ของการโอนเงินในครั้งนี้ไม่ใช่การให้จำเลยกู้ยืมไปใช้จ่ายส่วนตัวตามปกติ แต่โจทก์ยอมรับต่อศาลเองว่า ได้มอบหมายให้จำเลยนำเงินจำนวน 285,000 บาทนี้ ไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมต่อโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แล้วให้นำผลประโยชน์ที่ได้มามอบคืนให้แก่ตน เมื่อต่อมาทั้งสองฝ่ายเกิดปัญหาผิดใจกัน โจทก์จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินหลักแสนบาทดังกล่าว

          ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินจำนวนนี้ได้หรือไม่ ศาลได้วิเคราะห์ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปปล่อยกู้ ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ แต่เนื่องจากกิจการที่โจทก์มอบหมายให้ตัวแทนไปทำนั้น คือการปล่อยกู้โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดแจ้ง นิติกรรมการตั้งตัวแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น

          แม้ตามหลักกฎหมายทั่วไป เมื่อนิติกรรมตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาจะต้องคืนทรัพย์สินให้แก่กันในฐานลาภมิควรได้ ซึ่งอาจทำให้โจทก์เข้าใจว่าตนยังมีสิทธิได้เงินต้นคืน แต่ศาลฎีกาได้นำข้อยกเว้นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 มาปรับใช้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวระบุไว้อย่างเด็ดขาดว่า บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี บุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่

          เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติแล้วว่า โจทก์จงใจมอบเงินให้จำเลยนำไปทำสิ่งผิดกฎหมาย การมอบเงินดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและศีลธรรมอันดี ผลทางกฎหมายคือศาลจะปิดประตูไม่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่กระทำผิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินจำนวน 285,000 บาทนี้ได้เลยแม้แต่บาทเดียว

          คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ว่า ผู้ที่มาพึ่งพาศาลจะต้องมาด้วยมือที่สะอาด กฎหมายจะไม่รับรองและไม่ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่จงใจกระทำการละเมิดกฎหมายตั้งแต่แรก

          คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชั้นดีสำหรับผู้ที่คิดจะทำตัวเป็นนายทุนโอนเงินให้ผู้อื่นไปตั้งวงปล่อยกู้นอกระบบว่า หากวันใดที่ตัวแทนของท่านหอบเงินหนีหรือเบี้ยวหนี้ ท่านจะไม่สามารถใช้กลไกของศาลในการบังคับทวงเงินต้นคืนได้เลย ซึ่งนอกจากจะมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอาญาฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องสูญเสียเงินต้นไปฟรีๆ โดยที่กฎหมายไม่อาจยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้อีกด้วย

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 665,152