ลูกหนี้ล้มละลาย แม้มีเหตุสุดวิสัย แต่ถ้ายื่นขอรับหนี้ช้า ศาลตัดสิทธิอดได้เงิน

ลูกหนี้ล้มละลาย แม้มีเหตุสุดวิสัย แต่ถ้ายื่นขอรับหนี้ช้า ศาลตัดสิทธิอดได้เงิน

          ในกระบวนการฟื้นฟูหรือจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กฎหมายได้วางกรอบเวลาไว้อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เพื่อให้การรวบรวมทรัพย์สินและจัดสรรหนี้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

          อย่างไรก็ดี กฎหมายยังเปิดช่องผ่อนปรนตามมาตรา 91/1 ไว้ว่า หากเจ้าหนี้มี "เหตุสุดวิสัย" ที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าหนี้ชอบที่จะทำคำร้องยื่นต่อศาลเพื่อขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ แต่ช่องทางผ่อนปรนนี้มักทำให้เจ้าหนี้บางรายเข้าใจผิดไปว่า ตราบใดที่มูลหนี้เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยแล้ว เจ้าหนี้จะทอดเวลาออกไปนานเพียงใด และจะมายื่นคำร้องต่อศาลเมื่อใดก็ได้โดยไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2568 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญสกัดข้ออ้างนี้ไว้อย่างเด็ดขาด

          คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้ร้องได้ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างกลุ่มอาคารที่ทำการศาล แต่จำเลยทำงานล่าช้าและผิดสัญญาจนกระทั่งถูกบอกเลิกสัญญา ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ก็ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างก้อนแรกจำนวนกว่า 78 ล้านบาทต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทันภายในกำหนดเวลา 2 เดือนตามกฎหมาย

          ทว่าในเวลาต่อมา ผู้รับจ้างรายใหม่ที่เข้ามาทำงานต่อได้ตรวจพบรอยร้าวและความชำรุดบกพร่องของโครงสร้างอาคาร ผู้ร้องจึงต้องว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและทำสัญญาจ้างซ่อมแซมปรับปรุงโครงสร้างพื้นชั้นลานจอดรถเพิ่มเติม ซึ่งผู้ร้องได้ลงนามในสัญญาจ้างตรวจสอบโครงสร้างเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 เป็นเงิน 438,840 บาท และลงนามในสัญญาจ้างปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 เป็นเงิน 8,200,000 บาท รวมเป็นมูลหนี้ค่าเสียหายเพิ่มเติมกว่า 8.6 ล้านบาท

          แต่ผู้ร้องกลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 2 กันยายน 2565 จึงเพิ่งนำมูลหนี้ค่าเสียหายส่วนนี้มายื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมตามมาตรา 91/1 โดยอ้างว่าเป็นความเสียหายที่เพิ่งตรวจพบภายหลัง อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจยื่นขอรับชำระหนี้ได้ทันในคราวแรก

          ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายได้นำเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลายมาวินิจฉัยชี้ขาดอย่างลึกซึ้ง โดยระบุว่า วัตถุประสงค์สำคัญของกระบวนการล้มละลายคือการจัดการทรัพย์สินและสะสางหนี้สินของลูกหนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของกองเจ้าหนี้ทั้งหลายและเพื่อให้ลูกหนี้ได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 91/1 จะมิได้กำหนดกรอบระยะเวลาเป็นวันหรือเดือนในการยื่นคำร้องต่อศาลไว้โดยตรงก็ตาม แต่การใช้สิทธิตามมาตรานี้ เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาล “ภายในกำหนดเวลาอันสมควร” นับแต่ที่เหตุสุดวิสัยได้สิ้นสุดลง หรือนับแต่ที่เจ้าหนี้ได้ล่วงรู้ถึงมูลหนี้ที่จะต้องยื่นเพิ่มเติม หาใช่ว่าจะสามารถยื่นคำร้องในเวลาใดก็ได้โดยไม่มีขอบเขต

          เมื่อตรวจดูข้อเท็จจริงในคดี พบว่าผู้ร้องได้ทราบถึงความบกพร่องของโครงสร้างและทราบจำนวนยอดหนี้ค่าเสียหายที่ต้องจ่ายจริงอย่างแน่นอนตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 และวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ลงนามในสัญญาจ้างแต่ละช่วงแล้ว ผู้ร้องจึงชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลได้ตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว แต่ผู้ร้องกลับปล่อยเวลาทอดทิ้งไว้เนิ่นนานถึง 5 ปี 4 เดือน และ 3 ปี 8 เดือนตามลำดับ จึงเพิ่งมายื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลในเดือนกันยายน 2565

          การดำเนินการที่ล่าช้าเกินสมควรเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการพิจารณาคดีล้มละลายและไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้รายอื่นๆ ที่ได้ขวนขวายยื่นขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาอย่างถูกต้อง พฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์และข้อเตือนใจชิ้นสำคัญสำหรับเจ้าหนี้ทุกคนในคดีล้มละลาย แม้จะมีความเสียหายที่เพิ่งค้นพบในภายหลังและเข้าเกณฑ์เป็นเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายจริง แต่เมื่อใดก็ตามที่ทราบยอดหนี้และความเสียหายที่แน่ชัดแล้ว ต้องรีบทำคำร้องยื่นขออนุญาตต่อศาลทันทีโดยไม่ชักช้า เพราะหากนิ่งนอนใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลย่อมไม่อนุญาตให้ยื่นขอรับชำระหนี้ และจะทำให้สิทธิในการได้รับเงินส่วนแบ่งจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ต้องสูญสิ้นไปโดยสิ้นเชิง

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 673,644