แบ่งมรดกปากเปล่าแต่เข้าอยู่แล้ว ผู้จัดการมรดกแอบขาย คนซื้อสุจริตก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์

แบ่งมรดกปากเปล่าแต่เข้าอยู่แล้ว ผู้จัดการมรดกแอบขาย คนซื้อสุจริตก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์

          ปัญหาข้อพิพาทเรื่องการแบ่งมรดกในหมู่พี่น้อง มักมีจุดเริ่มต้นจากการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันด้วยวาจาตามความประสงค์ของบิดามารดาผู้ล่วงลับ โดยมิได้ทำสัญญาประนีประนอมหรือทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนังสือไว้ จนนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่า ข้อตกลงด้วยวาจาเช่นนี้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และเปิดช่องให้ทายาทที่เป็น "ผู้จัดการมรดก" อาศัยชื่อทางทะเบียนแอบโอนที่ดินมาเป็นของตนเองแล้วนำไปขายต่อให้แก่บุคคลภายนอก โดยผู้รับซื้อบุคคลภายนอกมักมั่นใจว่า เมื่อตนเองซื้อมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองเสมอ

          แต่ในทางกฎหมาย หากมีการแบ่งมรดกด้วยการ "ต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด" แล้ว กรรมสิทธิ์ย่อมตกเป็นของทายาทแต่ละคนทันที และผู้จัดการมรดกที่นำไปขายจะไม่มีสิทธิโอนให้แก่ใครทั้งสิ้น

          บรรทัดฐานสำคัญนี้ได้รับการชี้ขาดอย่างเด็ดขาดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2569 ข้อเท็จจริงในคดีเกิดขึ้นจากนายวิชัยและนางสมควร (บิดามารดา) ถึงแก่ความตาย ทายาทซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดามี 3 คน คือ นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ ก่อนเสียชีวิตบิดาได้เคยสั่งเสียบอกทายาทไว้ว่าจะแบ่งที่ดินแปลงใดให้แก่ลูกคนใดบ้าง

          เมื่อบิดามารดาถึงแก่ความตาย ทายาททั้งสามคนจึงตกลงยินยอมแบ่งที่ดินตามความประสงค์ของบิดา โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของบิดา และนายชนินทร์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา ต่างได้จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของตนเองและของกันและกันไปแล้วตามข้อตกลง

          สำหรับที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวนั้น เป็นส่วนที่ตกลงยกให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยตั้งแต่ก่อนบิดาเสียชีวิตและพักอาศัยเรื่อยมาตลอด ต่อมาแม้โจทก์จะถูกจำคุกในระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อพ้นโทษก็กลับมาอยู่อาศัยในบ้านพิพาทดังกล่าว

          ทว่าในระหว่างที่โจทก์ไม่อยู่นั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกกลับแอบจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแปลงนี้มาเป็นชื่อของตนเองในฐานะส่วนตัว แล้วนำไปจดทะเบียนขายฝากและจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและการซื้อขายทั้งหมด พร้อมทั้งขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่โจทก์

          ศาลฎีกาได้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 มาวินิจฉัยวางหลักเกณฑ์การแบ่งปันทรัพย์มรดกไว้อย่างชัดแจ้ง โดยกฎหมายกำหนดวิธีแบ่งปันทรัพย์มรดกไว้ 3 วิธี คือ วิธีที่ 1 ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ซึ่งกรณีนี้กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลบังคับได้ทันที วิธีที่ 2 โดยการขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกัน และวิธีที่ 3 การทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งวิธีนี้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้

          เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทายาททั้งสามคนได้ตกลงแบ่งที่ดินมรดกกันและต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองที่ดินตามส่วนที่ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะโจทก์ได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านบนที่ดินพิพาทมาโดยตลอด จึงถือได้ว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่งแล้ว แม้จะไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ ข้อตกลงแบ่งมรดกนี้ก็มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวทันที

          เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายเพียงประการเดียว คือต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แก่ใจว่าที่ดินเป็นของโจทก์ แต่กลับอาศัยความเป็นผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อตนเอง ย่อมถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อหน้าที่และอยู่นอกเหนือขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

          และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ ย่อมไม่มีอำนาจที่จะนำที่ดินไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าตนเองได้รับซื้อไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงย่อมมีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ในการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตน

          ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและการซื้อขายทั้งหมด และสั่งให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งแปลงให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบทเรียนสำคัญและเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยทั้งแก่ทายาทและผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ สำหรับทายาท แม้ไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ แต่หากตกลงกันและเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว กฎหมายคุ้มครองกรรมสิทธิ์ทันที ส่วนผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิใช้อำนาจตามอำเภอใจ และสำหรับผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดการมรดก ต้องตรวจสอบประวัติการครอบครองและข้อตกลงของทายาทให้แน่ชัด เพราะหากผู้จัดการมรดกกระทำนอกขอบอำนาจ แม้ผู้ซื้อจะซื้อมาโดยสุจริตและเสียเงินไปจริง ก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์และต้องคืนที่ดินให้แก่เจ้าของที่แท้จริงโดยไม่อาจเรียกร้องความคุ้มครองทางทะเบียนได้เลย

 

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

 

 

Visitors: 673,523