เจ้าหนี้ถอนฟ้องคนค้ำคนแรก อีกคนหลุดพ้นหนี้ด้วยหรือไม่?

เจ้าหนี้ถอนฟ้องคนค้ำคนแรก อีกคนหลุดพ้นหนี้ด้วยหรือไม่?

          ในคดีหนี้สินที่มีผู้ค้ำประกันร่วมกันมากกว่าหนึ่งคน มักเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหนี้สามารถเจรจาตกลงกับผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งได้ก่อน เช่น ยอมรับชำระเงินบางส่วนแล้วเจ้าหนี้จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้องผู้ค้ำประกันรายนั้นออกไปจากคดี เหตุการณ์ลักษณะนี้มักทำให้ผู้ค้ำประกันคนที่เหลือเกิดความเข้าใจผิดตามกฎหมายว่า เมื่อเจ้าหนี้ยอมปล่อยตัวผู้ค้ำประกันคนแรกไปแล้ว หนี้ค้ำประกันย่อมต้องระงับสิ้นไปทั้งหมด ส่งผลให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิดชอบไปด้วย แต่ในทางกฎหมาย การถอนฟ้องกับการปลดหนี้มีผลผูกพันที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

          ข้อพิพาทนี้ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2568 (แผนกคดีผู้บริโภค) เรื่องราวเกิดขึ้นจากจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์หลายสัญญา โดยในสัญญากู้เงินฉบับหนึ่งมีจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมกัน

          ต่อมาลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นฟ้องลูกหนี้และผู้ค้ำประกันทั้งหมดต่อศาล แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 4 ได้เจรจาจ่ายเงินให้แก่โจทก์จำนวน 6,000 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยอ้างเหตุผลว่าสามารถตกลงกันได้และศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง ทำให้จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ว่า การที่โจทก์ตกลงรับเงินแล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่ากับเป็นการปลดหนี้ให้ผู้ค้ำประกันร่วม ซึ่งตามหลักกฎหมายย่อมส่งผลให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในหนี้ค้ำประกันทั้งหมดไปด้วย

          ศาลฎีกาได้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาวินิจฉัยเส้นแบ่งทางกฎหมายไว้อย่างชัดแจ้ง โดยศาลชี้ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 การปลดหนี้จะมีผลทำให้หนี้ระงับได้ เจ้าหนี้จะต้องแสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ และหากเป็นหนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือ เวนคืนเอกสาร หรือขีดฆ่าเอกสารแห่งหนี้เสีย

          แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 แต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่ใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ออกไปจากคดีเท่านั้น ซึ่งผลของการถอนฟ้องตามกฎหมายคดีความระบุไว้ชัดเจนว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะนำมูลหนี้มายื่นฟ้องใหม่ได้ตราบใดที่คดียังไม่ขาดอายุความ การถอนฟ้องจึงหาใช่การปลดหนี้อันจะทำให้มูลหนี้ระงับสิ้นไปไม่

          ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้เงินจำนวน 6,000 บาทแล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวนั้น เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งอยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าจำนวนเงิน 6,000 บาทที่โจทก์ได้รับชำระไปแล้วเท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดแต่อย่างใด จำเลยที่ 5 จึงยังคงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระหนี้ค้ำประกันส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

          อย่างไรก็ดี กฎหมายมิได้ปิดทางเยียวยา เพราะเมื่อจำเลยที่ 5 ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 5 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินคืนทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามมาตรา 693 และยังมีสิทธิไล่เบี้ยเฉลี่ยส่วนความรับผิดจากจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันร่วมอีกคนหนึ่งตามสัดส่วนได้ตามมาตรา 229 (3) และมาตรา 296 ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

          คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบทเรียนและข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ที่ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันร่วม การที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องถอนฟ้องผู้ค้ำประกันคนอื่นในคดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่าเจรจาจ่ายเงินบางส่วนหรือตกลงกันได้ ไม่ถือเป็นการปลดหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ค้ำประกันที่ยังเหลืออยู่ในคดียังคงต้องแบกรับภาระหนี้ส่วนต่างต่อไป และจะหลุดพ้นได้ก็เพียงเท่าจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ได้รับชำระไปแล้วเท่านั้น ผู้ค้ำประกันจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดการตกลงในศาลให้รอบคอบก่อนที่จะด่วนสรุปว่าตนเองพ้นผิดไปพร้อมกับเพื่อนร่วมค้ำประกัน

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 673,284