ซื้อรถไม่ได้ป้ายทะเบียน โดนตำรวจจับจนหยุดจ่ายค่างวด ศาลชี้ผู้เช่าซื้อไม่ผิด

ซื้อรถแล้วไม่ได้ป้ายทะเบียน โดนตำรวจจับจนต้องหยุดจ่ายค่างวด ศาลฎีกาชี้ “ผู้เช่าซื้อไม่ผิดนัด”
สัญญาข้อห้ามเบี้ยวเป็นโมฆะ ไฟแนนซ์หมดสิทธิเรียกค่าขาดราคา

          ปัญหาคลาสสิกของผู้เช่าซื้อรถยนต์หรือรถบรรทุกเพื่อใช้ประกอบอาชีพ คือเมื่อรับมอบตัวรถมาใช้งานแล้ว แต่บริษัทไฟแนนซ์กลับละเลยไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียน จัดหาแผ่นป้ายทะเบียน และส่งมอบเอกสารประจำรถให้ถูกต้อง ส่งผลให้ผู้เช่าซื้อนำรถออกไปวิ่งงานแล้วต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเปรียบเทียบปรับซ้ำซากจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ

          ครั้นเมื่อผู้เช่าซื้อตัดสินใจหยุดจ่ายค่างวดเพื่อตอบโต้ บริษัทไฟแนนซ์ก็มักอาศัยข้อความในสัญญาสำเร็จรูปที่เขียนดักไว้ว่าห้ามผู้เช่าซื้อยกเหตุเรื่องความล่าช้าของทะเบียนรถมาปฏิเสธการชำระเงิน นำมาเป็นข้ออ้างบอกเลิกสัญญา ยึดรถคืน และฟ้องเรียกค่าขาดราคา ค่าปรับ ตลอดจนค่าติดตามยึดรถ แต่ในทางกฎหมายและพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สัญญาเช่าซื้อมีวัตถุประสงค์มุ่งหมายให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ หากผู้ให้เช่าซื้อละเลยหน้าที่จนทำให้ผู้เช่าซื้อนำรถไปใช้อย่างถูกต้องไม่ได้ ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะระงับการจ่ายค่างวดได้ทันที

          ประเด็นข้อพิพาทระดับบรรทัดฐานใหม่นี้ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2485/2568 ซึ่งโจทก์ที่เป็นบริษัทไฟแนนซ์ได้ให้จำเลยเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วง แม้จะส่งมอบตัวรถแล้ว แต่เวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งปี โจทก์กลับยังไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถให้ถูกต้อง จนจำเลยถูกจับปรับอยู่เป็นประจำและตัดสินใจหยุดชำระค่างวด โจทก์จึงเข้ายึดรถคืนและฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งหมด โดยยกข้อสัญญาสำเร็จรูปที่ระบุว่าผู้เช่าซื้อจะไม่ยกเอาเหตุที่ยังไม่ได้รับสำเนาคู่มือจดทะเบียนหรือแผ่นป้ายทะเบียนมาปฏิเสธการชำระค่าเช่าซื้อขึ้นมาต่อสู้

          ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่า ความมุ่งหมายหลักของสัญญาเช่าซื้อรถคือการที่ผู้เช่าซื้อต้องสามารถนำรถไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย การที่โจทก์อาศัยสัญญาสำเร็จรูปกำหนดเงื่อนไขมัดมือชกให้จำเลยต้องจ่ายค่างวด ทั้งที่โจทก์ไม่ยอมไปจดทะเบียนรถให้จนไม่สามารถนำรถไปใช้งานได้ตามปกติ ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย

          เมื่อโจทก์ไม่จัดการเรื่องทะเบียนรถ ย่อมเท่ากับโจทก์ไม่ส่งมอบทรัพย์ในสภาพที่เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง จำเลยย่อมมีสิทธิบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อตอบโต้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดนัด และโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา

          อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์เข้ายึดรถคืนไปโดยจำเลยมิได้โต้แย้ง พฤติการณ์จึงถือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ซึ่งมีผลทำให้โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญา ไม่ว่าจะเป็นค่าขาดราคา เบี้ยปรับ หรือค่าติดตามยึดรถ โดยโจทก์มีสิทธิเรียกได้เพียงค่าใช้ทรัพย์ตามความเป็นจริงในระหว่างที่จำเลยครอบครองรถเท่านั้น และเนื่องจากค่าใช้ทรัพย์ไม่ใช่ค่าเช่าซื้อ จึงไม่ตกอยู่ใต้บังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงไม่อาจเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดเงินดังกล่าวได้อีกด้วย

          คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นเกราะคุ้มครองผู้เช่าซื้ออย่างแท้จริงว่า สิทธิในการใช้รถอย่างถูกต้องตามกฎหมายคือสาระสำคัญของการเช่าซื้อ หากไฟแนนซ์ส่งมอบรถแต่เตะถ่วงไม่ยอมให้ป้ายทะเบียนและเอกสารประจำรถ ผู้เช่าซื้อชอบที่จะหยุดจ่ายค่างวดได้โดยไม่ถือว่าผิดนัด และไฟแนนซ์จะนำสัญญาสำเร็จรูปมาอ้างเพื่อยึดรถแล้วฟ้องเรียกค่าขาดราคาไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 684,924