สัญญาจ้างเป็นโมฆะเพราะ “ผู้ว่าจ้างสำคัญผิด” ศาลฎีกาชี้ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นทันที
สัญญาจ้างเป็นโมฆะเพราะ “ผู้ว่าจ้างสำคัญผิด” ศาลฎีกาชี้ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นทันที
ไม่ต้องรับผิดชอบสักบาท! (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2568)
ในการทำสัญญาจ้างทำของหรือสัญญาจ้างดำเนินโครงการต่างๆ ผู้ว่าจ้างมักจะกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดหาผู้ค้ำประกันมาลงนามผูกพันตน เพื่อเป็นหลักประกันความเสียหายหากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา แต่ในทางปฏิบัติ หากต่อมาสัญญาจ้างหลักเกิดข้อบกพร่องทางกฎหมายจนตกเป็นโมฆะ ผู้ค้ำประกันยังต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ ประเด็นนี้ถือเป็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่สัญญาหลักถูกบอกล้างเพราะตัวผู้ว่าจ้างเองเป็นฝ่ายแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของผู้รับจ้าง
ประเด็นข้อพิพาทนี้ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2568 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างได้ทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างทำงาน โดยมีจำเลยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง แต่ต่อมาปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญาไปโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของผู้รับจ้างอันเป็นสาระสำคัญ นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 และเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกล้างโมฆียกรรม สัญญาจ้างจึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง เสมือนหนึ่งว่าคู่สัญญาไม่เคยทำนิติกรรมต่อกันมาก่อน เมื่อสัญญาหลักสิ้นผลผูกพัน หนี้ประธานจึงไม่มีอยู่อีกต่อไป และตามมาตรา 681 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้อย่างเคร่งครัดว่า การค้ำประกันจะมีได้ก็แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น สัญญาค้ำประกันซึ่งมีฐานะเป็นเพียงสัญญาอุปกรณ์จึงระงับสิ้นไปทันที จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยข้อต่อสู้เชิงลึกเกี่ยวกับข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสี่ ที่ระบุว่า หากผู้ค้ำประกันรู้ถึงเหตุสำคัญผิดในขณะเข้าทำสัญญา ผู้ค้ำประกันยังคงต้องผูกพันรับผิดอย่างสมบูรณ์ โดยศาลได้วางแนวทางตีความไว้อย่างเฉียบคมว่า ข้อยกเว้นดังกล่าวจะนำมาใช้บังคับได้ก็เฉพาะกรณีที่ "ลูกหนี้ชั้นต้น" เป็นฝ่ายสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถเท่านั้น แต่คดีนี้ฝ่ายที่สำคัญผิดกลับเป็นตัว "ผู้ว่าจ้าง" ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ หาใช่ลูกหนี้ไม่ บทบัญญัติข้อยกเว้นตามวรรคสี่จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับกับกรณีนี้ได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าผู้ค้ำประกันจะรู้ถึงความสำคัญผิดของผู้ว่าจ้างในขณะทำสัญญาหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่มีผลทำให้สัญญาค้ำประกันกลับมามีผลผูกพันได้ เมื่อไม่มีหนี้ประธานอันสมบูรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดใดๆ ทั้งสิ้น
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำหลักการของสัญญาอุปกรณ์อย่างชัดเจนที่สุดว่า สัญญาค้ำประกันจะยืนหยัดอยู่ได้ก็ต่อเมื่อสัญญาหลักมีความสมบูรณ์ตามกฎหมายเท่านั้น หากสัญญาจ้างถูกบอกล้างจนกลายเป็นโมฆะอันเนื่องมาจากความสำคัญผิดของเจ้าหนี้เอง ผู้ค้ำประกันย่อมได้รับความคุ้มครองและหลุดพ้นจากภาระผูกพันทั้งปวงทันทีโดยไม่ต้องแบกรับผลร้ายแห่งนิติกรรมที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น








