แอบลดหุ้นใน บอจ.5 ไม่ทำสัญญาโอน แม้ไม่เคยออกใบหุ้นก็ตกเป็นโมฆะ

แอบลดหุ้นใน บอจ.5 ไม่ทำสัญญาโอน แม้ไม่เคยออกใบหุ้นก็ตกเป็นโมฆะ

          ในแวดวงธุรกิจบริษัทจำกัด ความขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วนหรือกลุ่มกรรมการมักนำไปสู่ปัญหาการแย่งชิงอำนาจควบคุมบริษัท โดยกลวิธีที่พบบ่อยครั้งคือการที่กรรมการผู้มีอำนาจอาศัยตำแหน่งหน้าที่แอบยื่นนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 ต่อนายทะเบียน เพื่อปรับลดสัดส่วนหุ้นของฝ่ายตรงข้าม แล้วนำหุ้นส่วนที่ลดลงนั้นมาเพิ่มเป็นของตนเอง ยิ่งในบริษัทที่เพิ่งจัดตั้งและยังไม่เคยพิมพ์ใบหุ้นแจกจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น กรรมการที่กระทำการดังกล่าวมักเข้าใจผิดไปเองว่า เมื่อไม่มีใบหุ้นตัวจริงอยู่ในมือ การตกลงโอนหรือคืนหุ้นย่อมกระทำได้ด้วยวาจา ไม่จำต้องมีพิธีรีตองทางกฎหมาย แต่ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อมีแบบแห่งนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ย่อมตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น

          ประเด็นข้อพิพาทสำคัญนี้ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2569 ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทจำกัด โดยโจทก์ถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น มีเลขหมายหุ้นระบุไว้ชัดเจนคือ 03501 ถึง 06500 ส่วนจำเลยที่ 2 ถือหุ้น 3,500 หุ้น ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ได้จัดทำและยื่นส่งสำเนา บอจ.5 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหลายครั้ง โดยทยอยปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์ลงเรื่อยๆ จาก 3,000 หุ้น เหลือ 2,000 หุ้น, 1,000 หุ้น จนกระทั่งเหลือเพียง 500 หุ้น แล้วนำหุ้นที่หายไปของโจทก์ไปเพิ่มเป็นชื่อของตนเองทั้งหมด

          เมื่อโจทก์ทราบเรื่องจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล เพื่อบังคับให้บริษัทและจำเลยที่ 2 แก้ไขสมุดบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและแจ้งนายทะเบียนให้โจทก์กลับมาถือหุ้น 3,000 หุ้นตามเดิม ฝ่ายจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ยินยอมให้ปรับลดหุ้นด้วยวาจาเพราะโจทก์ตกลงชำระค่าหุ้นด้วยแรงงานแต่ทำงานไม่สำเร็จ ประกอบกับบริษัทไม่เคยจัดทำหรือมอบใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดเลย การโอนหุ้นจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อตามแบบที่กฎหมายกำหนด

          ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจได้พิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดและวางบรรทัดฐานสำคัญไว้หลายประการ โดยในประเด็นสิทธิการอุทธรณ์ฎีกา ศาลชี้ว่าแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการไปแล้ว ทำให้ไม่อาจบังคับให้ไปแก้ไขทะเบียนในนามบริษัทได้ก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลล่างกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยตรง เนื่องจากต้องนำหุ้นของตนเองไปคืนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นคู่ความที่ถูกกระทบสิทธิและมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

          ส่วนประเด็นความเป็นผู้ถือหุ้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับรองสำเนา บอจ.5 ต่อนายทะเบียนมาตั้งแต่ตอนเริ่มตั้งบริษัท กฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ประกอบกับโจทก์มีใบสำคัญรับชำระเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับเงินไว้ จึงฟังได้มั่นคงว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก ข้ออ้างเรื่องการตกลงปากเปล่าเพื่อยอมคืนหุ้น จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้

          สำหรับหัวใจสำคัญที่สุดของคำพิพากษา คือเรื่องแบบของการโอนหุ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานอย่างน้อยหนึ่งคนลงลายมือชื่อรับรอง และต้องระบุเลขหมายของหุ้นที่โอนกันนั้นด้วย

          แม้ในทางปฏิบัติบริษัทจะยังไม่เคยพิมพ์หรือส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเลยก็ตาม แต่ตราบใดที่หุ้นของบริษัทมีการกำหนดและระบุเลขหมายหุ้นไว้อย่างแน่นอนแล้ว การโอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นก็ยังคงต้องปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ข้างต้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทำหนังสือโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 อาศัยอำนาจกรรมการปรับลดหุ้นของโจทก์แล้วโอนไปเป็นของตนเองใน บอจ.5 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและ บอจ.5 ให้โจทก์กลับมาถือหุ้น 3,000 หุ้นตามเดิม โดยให้นำหุ้นของจำเลยที่ 2 จำนวน 2,500 หุ้น มาโอนคืนให้แก่โจทก์

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 682,462