หย่าแล้วยังฟ้องเมียน้อยเรียกค่าทดแทนได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 4261/2560)

หย่าแล้วยังฟ้องเมียน้อยเรียกค่าทดแทนได้(คำพิพากษาฎีกาที่ 4261/2560) 

         ความเชื่อเดิมที่ว่าหากภรรยาจดทะเบียนหย่ากับสามีไปแล้ว จะหมดสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากเมียน้อยหรือหญิงชู้ ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในทางกฎหมายอย่างมากเพราะในความเป็นจริงกฎหมายครอบครัวยังคงเปิดช่องให้ตามเช็กบิลย้อนหลังได้แม้ความสัมพันธ์ทางทะเบียนจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม  

         อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการฟ้องเอาผิดหญิงชู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าความเสียใจของผู้เป็นเมียหลวงมีมากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับ "พฤติกรรม" ของฝ่ายเมียน้อยว่าได้แสดงออกให้สังคมรับรู้หรือไม่คำพิพากษาฎีกาที่ 4261/2560 ได้วางหลักเกณฑ์การพิจารณาเรื่องนี้ไว้อย่างลึกซึ้งและกลายเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญสำหรับเมียหลวงสายสืบครับ 

         คดีนี้เริ่มต้นจากโจทก์ซึ่งเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายได้จับได้ว่าสามีแอบไปมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับจำเลยซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ความขัดแย้งและบาดแผลในชีวิตคู่ทำให้โจทก์ตัดสินใจจดทะเบียนหย่ากับสามีในที่สุด แต่ความเจ็บช้ำยังไม่จบ  

         โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นเงิน 1,000,000 บาทโดยตั้งข้อหามาในคำฟ้องว่าจำเลยทำ "ละเมิด" จากการแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นชู้กับสามีคนอื่นทำให้โจทก์เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงและต้องสูญเสียสามีไปซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาทแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์จึงต้องยื่นฎีกาต่อศาลสูง 

         ปมกฎหมายแรกที่ศาลฎีกาต้องจัดระเบียบให้ถูกต้องคือเรื่องนี้ใช่คดี "ละเมิด" หรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้โจทก์จะเขียนคำฟ้องโดยอ้างเรื่องการทำละเมิดตามมาตรา 420 แต่ศาลมีอำนาจหน้าที่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง  

         ซึ่งคดีประเภทนี้มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติรองรับสิทธิไว้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่ให้สิทธิภรรยาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้ และศาลฎีกาได้วางแนวทางสำคัญว่า"สิทธิตามมาตรานี้ ภรรยายังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้แม้ว่าจะได้จดทะเบียนหย่ากันไปแล้วก็ตาม" ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์นำเรื่องละเมิดมาจับจึงไม่ถูกต้องและโจทก์ไม่ได้เสียสิทธิตรงนี้ไปเพียงเพราะการหย่า 

         แต่จุดพลิกผันที่ทำให้เมียหลวงต้องพ่ายแพ้ในคดีนี้อยู่ที่คำว่า"แสดงตนโดยเปิดเผย"ศาลฎีกาชี้ว่าพยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมานั้นเกิดจากการที่โจทก์ไปจ้างนักสืบเอกชนติดตั้งเครื่องติดตามรถยนต์ (GPS) และแอบติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ของสามี จนทราบข้อความสนทนาและรู้ว่าสามีเดินทางไปหาจำเลยที่บ้านบ่อยครั้งและกลับออกมาหลังเที่ยงคืน พฤติการณ์แอบดักฟังและแอบติดตามเหล่านี้ในทางกฎหมายถือเป็นพฤติกรรมที่จำเลยและสามีพยายาม"หลบซ่อนปกปิด"ไม่ให้คนอื่นรู้หาใช่การแสดงตนโดยเปิดเผยให้สังคมทั่วไปทราบไม่ 

          ส่วนพยานบุคคลที่เห็นจำเลยนั่งรถไปกับสามีหรือเดินออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยกันหรือขับรถมาส่งที่หน้าบ้าน ก็เป็นพฤติกรรมปกติทั่วไปในสังคมที่ยังไม่เด่นชัดถึงขนาดแสดงตนว่าเป็นชู้สาวกันอย่างเปิดเผย เมื่อพยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าจำเลยประกาศตัวหรือแสดงออกต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยว่าตนเองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีคนอื่น การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 1523 วรรคสองโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ไปในที่สุด 

          บทสรุปของคดีนี้เป็นบทเรียนราคาสูงสำหรับเมียหลวงสายฟ้องว่าการเก็บหลักฐานประเภทคลิปเสียงดักฟังหรือประวัติการสแกน GPS แม้จะใช้ยืนยันพฤติกรรมการนอกใจในครอบครัวเพื่อใช้ฟ้องหย่าสามีได้แต่หากจะนำมาใช้ฟ้องเรียกเงินจากเมียน้อยกฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้แคบกว่านั้นมากคือฝั่งเมียน้อยต้องมีความ "หน้าชื่นตาบาน" กล้าเปิดตัวควงออกงานหรือแสดงออกให้คนรอบข้างรับรู้อย่างชัดเจนหากเป็นการแอบคบแอบกินกันลับๆโดยที่คนภายนอกดูไม่ออกต่อให้เมียหลวงเจ็บช้ำจนต้องหย่าขาดก็อาจไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากเมียน้อยในช่องทางนี้ได้ครับ 

 

ปรึกษากฎหมายโทร 

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954 

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer 

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi 

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z 

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn 

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap 

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer 

Visitors: 667,871