ทะเลาะด่ากันทวงเงินมึงโกงกู ศาลฎีกาชี้ต่างคนต่างด่า เป็นคำโต้ตอบด้วยความโกรธ ไม่ใช่หมิ่นประมาท

ทะเลาะด่ากันทวงเงิน "มึงโกงกู" ศาลฎีกาชี้ต่างคนต่างด่า เป็นคำโต้ตอบด้วยความโกรธ ไม่ใช่หมิ่นประมาท 

           ในเวลาที่คนเราเกิดความขัดแย้งเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จนบานปลายกลายเป็นการทะเลาะวิวาท ต่างฝ่ายต่างขุดคำหยาบคายหรือวาจาเผ็ดร้อนออกมาสาดใส่กันด้วยความโกรธ คำพูดทำนองว่า "มึงโกงกู" มักจะถูกนำมาใช้ทวงถามบ่อยครั้ง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการพูดคำนี้ต่อหน้าบุคคลที่สามจะกลายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาททันทีเพราะทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนโกง 

           คำพิพากษาฎีกาที่ 1199/2557 ได้วางแนวทางการตีความเจตนาในขณะที่เกิดการทะเลาะวิวาทไว้อย่างน่าสนใจ โดยแยกแยะระหว่าง "เจตนาใส่ความให้ร้ายเพื่อหมิ่นประมาท" กับ "การด่าโต้ตอบด้วยความโกรธในเหตุการณ์เฉพาะหน้า" ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ชี้ว่าพฤติการณ์ต่างคนต่างด่านั้นไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาทครับ 

          คดีนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง เมื่อโจทก์ซึ่งรับราชการครูได้เดินเข้าไปพูดคุยกับจำเลยซึ่งเป็นครูอีกท่านหนึ่ง (และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสามีโจทก์ที่เป็นผู้อำนวยการ) เพื่อเคลียร์ปัญหาหนี้สินจำนวน 30,000 บาท ที่โจทก์เคยหยิบยืมจำเลยไป  

          แต่การพูดคุยกลับไม่เป็นไปด้วยดีจนเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง โจทก์อ้างว่าตนเองได้ชำระหนี้คืนให้เรียบร้อยแล้วผ่านการโอนเงินทางธนาคาร แต่จำเลยไม่เชื่อเนื่องจากตอนยืมโจทก์มารับเงินสดไป จึงพูดโต้ตอบกลับไปด้วยความโกรธต่อหน้าครูคนอื่น ๆ ว่า เหตุใดไม่นำเงินสดมาคืน และหลุดคำว่า "มึงโกงกู" ออกมา 

         ฝั่งโจทก์เมื่อได้ยินก็ไม่ยอมน้อยหน้า สวนกลับด้วยคำด่าทอหยาบคายรุนแรงหลายคำ เช่น "อีตอแหล อีเหี้ย อีสัตว์" จนในเวลาต่อมา โจทก์ถูกพนักงานอัยการฟ้องในความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตามมาตรา 393 และโจทก์ได้ให้การรับสารภาพจนคดีถึงที่สุดไปก่อนแล้ว  

         แต่โจทก์กลับนำคำพูดของจำเลยที่ว่า "มึงโกงกู" มายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือนและปรับ 4,000 บาท (โทษจำคุกให้รอลงอาญา) ทำให้จำเลยต้องยื่นฎีกาเพื่อสู้คดี 

        ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อเท็จจริงและบรรยากาศในขณะเกิดเหตุอย่างละเอียด แล้วชี้ขาดข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์และจำเลยกำลังทะเลาะโต้เถียงกันด้วยความโกรธ และต่างฝ่ายต่างขุดคำมาด่าทอซัดใส่ซึ่งกันและกันนั้น คำพูดของจำเลยที่กล่าวออกมาว่า "มึงโกงกู" แท้จริงแล้วเป็นเพียงคำพูดที่เกิดจากการโต้ตอบโจทก์โดยตรง เนื่องจากจำเลยปักใจไม่เชื่อว่าโจทก์ได้ชำระหนี้คืนให้ตนเองแล้วจริง ๆ ผ่านทางธนาคาร 

        ด้วยพฤติการณ์ที่เป็นการทะเลาะวิวาทด่าทอกันไปมาเช่นนี้ ในทางกฎหมายจึง "จะถือว่าจำเลยมีเจตนาใส่ความโจทก์อันจะเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ได้" เมื่อขาดเจตนาที่จะใส่ความเพื่อให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังตามองค์ประกอบความผิด แต่เป็นเพียงอารมณ์โกรธโต้เถียงเฉพาะหน้า จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้อง และไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยด้วยซ้ำว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนหรือไม่ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลย ยุติมหากาพย์ครูทะเลาะกันในโรงเรียนลงในที่สุด 

        บทสรุปของคำพิพากษาฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติสายปะทะว่า แม้กฎหมายจะมองว่าการด่าโต้ตอบกันในขณะทะเลาะวิวาทด้วยความโกรธจะไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทเพราะขาดเจตนาใส่ความ แต่คำหยาบคายอื่น ๆ ที่สาดใส่กัน เช่น คำที่โจทก์ใช้ด่าจำเลย ก็ยังคงมีความผิดฐาน "ดูหมิ่นซึ่งหน้า" ซึ่งมีโทษปรับและจำคุกได้เช่นกัน  ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดเมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องเงินทอนหรือหนี้สิน คือการใช้หลักฐานทางเอกสารหรือสลิปการโอนเงินคุยกันด้วยเหตุผล เพราะการใช้อารมณ์สาดคำด่าใส่กัน นอกจากจะไม่ช่วยให้ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาทั้งสองฝ่ายโดยไม่จำเป็นครับ 

 

ปรึกษากฎหมายโทร 

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954 

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer 

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi 

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z 

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn 

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap 

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer 

Visitors: 667,778