จ่ายดอกเบี้ยโหดจนท่วมเงินต้น แม้เซ็นยอมความผ่อนใหม่ ศาลฎีกาสั่งยกฟ้อง
จ่ายดอกเบี้ยโหดจนท่วมเงินต้น แม้เซ็นยอมความผ่อนใหม่ ศาลฎีกาสั่งยกฟ้อง
หลายคนคงเคยได้ยินว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ (ยอมความ) นั้นมีผลทำให้มูลหนี้เดิมระงับลง และก่อให้เกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมขึ้นมาแทน ทำให้เจ้าหนี้นอกระบบหลายรายมักใช้ช่องทางพาลูกหนี้ไปเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความยอมผ่อนชำระหนี้ต้นเงินคืนใหม่ (ทั้งที่ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเกินกฎหมายไปจนท่วมเงินต้นแล้ว) หวังใช้สัญญาฉบับนี้เป็นใบเบิกทางในการฟ้องบังคับคดี
ทว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองลูกหนี้จากดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบอย่างเด็ดขาด โดยชี้ว่า หากดอกเบี้ยที่คิดเป็นโมฆะเพราะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เงินดอกเบี้ยทั้งหมดที่ลูกหนี้จ่ายไปแล้วต้องนำไปหักเงินต้น และหากหักจนเงินต้นหมดแล้ว ย่อมถือว่า "ไม่มีมูลหนี้เดิมเหลืออยู่เลย" ส่งผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นภายหลังนั้นไร้ผลบังคับ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินได้อีกต่อไป
สรุปพฤติการณ์แห่งคดี
- ตั้งแต่ปี 2558 จำเลยทั้งสี่กู้เงินโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงินต้น 1,930,000 บาท โดยโจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน (คิดเป็นร้อยละ 60 ต่อปี) จำเลยทั้งสี่ได้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยให้โจทก์ไปแล้วรวมกว่า 2,900,000 บาทเศษ
- ต่อมาในปี 2562 มีข้อพิพาทเรื่องการหยุดจ่ายดอกเบี้ย คู่ความจึงไปเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) จังหวัดตราด และตกลงทำ สัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยยอมผ่อนชำระเฉพาะเงินต้น 1,930,000 บาท คืนเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท รวม 39 งวด และโจทก์ยอมไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่ม
- จำเลยผ่อนไปได้ 7 งวด รวมเป็นเงิน 350,000 บาท แล้วหยุดจ่าย โจทก์จึงนำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมาฟ้องร้องต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยร่วมกันชำระเงินต้นส่วนที่เหลือ 1,580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความและการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามลำดับดังนี้
1. ดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ตกเป็นโมฆะทั้งหมด
การที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน (ร้อยละ 60 ต่อปี) เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ต้องห้ามชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ
2. ดอกเบี้ยที่จ่ายไปแล้ว ต้องนำไปตัดหักเงินต้น
เมื่อดอกเบี้ยเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยดังกล่าว เงินที่จำเลยทั้งสี่ชำระให้โจทก์ไปแล้วกว่า 2,900,000 บาทเศษ จึงต้องนำไป "หักชำระเงินต้น 1,930,000 บาท" ซึ่งเมื่อหักกลบลบกันแล้ว เงินที่จ่ายไปมีจำนวนมากกว่าหนี้เงินต้นทั้งหมด หนี้เงินกู้เดิมจึงถูกชำระเสร็จสิ้นและระงับไปทั้งหมดแล้ว
3. เมื่อไม่มีมูลหนี้เดิม สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่มีผลบังคับ
แม้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นต่อหน้าพนักงานอัยการจะมีรูปแบบถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 แต่เมื่อในความเป็นจริงหนี้เงินกู้เดิมได้ระงับสิ้นไปก่อนหน้านั้นแล้วเนื่องจากดอกเบี้ยที่จ่ายไปหักเงินต้นจนหมด จึง "ไม่มีมูลหนี้เดิมที่จะนำมาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทได้อีก"
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นจึงปราศจากมูลหนี้ จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชอบชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








