เขียนสัญญาว่า “ออกเช็คค้ำประกัน”แต่เจตนาจริงคือ “ชำระหนี้” ศาลฎีกาสั่งจำคุกสั่งจ่ายเช็คเด้ง

เขียนสัญญาว่า “ออกเช็คค้ำประกัน”แต่เจตนาจริงคือ “ชำระหนี้”

ศาลฎีกาสั่งจำคุกสั่งจ่ายเช็คเด้ง!

          ในทางกฎหมายแพ่งและอาญา การออกเช็คเพื่อ "ค้ำประกันหนี้" (ไม่ได้มีเจตนาให้ไปขึ้นเงิน แต่ให้ถือไว้เป็นหลักประกัน) หากเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน (เช็คเด้ง) จะ ไม่มีความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เพราะขาดเจตนาที่จะให้เกิดการชำระหนี้ด้วยเช็คฉบับนั้น

          ทำให้ลูกหนี้จำนวนมากมักหัวหมอ ด้วยการสั่งให้เขียนระบุคำว่า "สั่งจ่ายเช็คฉบับนี้ไว้เพื่อเป็นประกัน" ลงไปในสัญญากู้ยืมเงินโดยตรง เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตนเองไม่ให้โดนฟ้องคดีอาญาในภายหลัง

          แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2560 ได้วางแนวบรรทัดฐานสำคัญในการ "ทลายเกราะช่องว่างทางกฎหมาย" นี้ โดยชี้ว่า การพิจารณาเจตนาของคู่สัญญาไม่ได้ดูเพียงลายลักษณ์อักษรในสัญญาอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน หากเจตนาแท้จริงคือการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ แม้จะเขียนคำว่า "ค้ำประกัน" ในสัญญาก็มีความผิดทางอาญาและต้องติดคุกครับ

            คดีนี้ จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 400,000 บาท และ 427,600 บาท (รวมเป็นเงิน 827,600 บาท) พร้อมทั้งลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับส่งมอบให้แก่โจทก์

          แต่ในตัวหนังสือสัญญากู้เงิน โจทก์และจำเลยกลับระบุข้อความไว้ชัดเจนใน ข้อ 2 ว่า "...สั่งจ่ายเช็คเลขที่... เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วย..."

          ต่อมา เมื่อถึงกำหนด โจทก์นำเช็คทั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (เช็คเด้ง) โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534

          ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าในสัญญากู้เงินระบุไว้ชัดเจนว่าออกเช็ค "เพื่อเป็นประกัน" จึงไม่มีความผิดทางอาญา โจทก์จึงยื่นฎีกาต่อศาลสูง

            ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างลึกซึ้ง และตีความเรื่อง "เจตนาของคู่สัญญา" ในการออกเช็ค โดยวางหลักการไว้ว่า

          1. การค้นหาเจตนาที่แท้จริงไม่จำต้องถือตามลายลักษณ์อักษรเสมอไป: ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา จำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่

          2. พฤติการณ์และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า "ออกเช็คเพื่อชำระหนี้": พยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความสอดคล้องกันอย่างมีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยมากู้ยืมเงินไปจริงตามสัญญากู้ และหนี้เงินกู้มีอยู่จริงตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์แต่ออกเช็คให้อีกคนเพื่อประกันหนี้เดิม และอ้างว่าตนเองอยู่นอกพื้นที่ในวันทำสัญญานั้น พยานหลักฐานของจำเลยเลื่อนลอยและขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง

          3. เมื่อเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ หนี้มีจริง เช็คเด้งย่อมเป็นความผิดอาญา: เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจตนาแท้จริงของการออกเช็คคือการสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่ออกเช็คเพื่อเป็นประกันอย่างที่อ้าง แม้สัญญาจะเขียนคำว่า "เพื่อเป็นประกัน" ไว้ก็ตาม การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ย่อมทำให้จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

          ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่งจำคุกจำเลยกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุกจริง 8 เดือน

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2560 ให้ข้อคิดเตือนใจและบรรทัดฐานที่สำคัญ ดังนี้

          สำหรับลูกหนี้: อย่าคิดว่าเขียนสัญญากู้ระบุคำว่า "ออกเช็คไว้เป็นประกัน" แล้วจะรอดพ้นคดีอาญาเสมอไป หากศาลสืบพยานแล้วพบว่าเจตนาแท้จริงคือเอาเช็คมาจ่ายหนี้เงินกู้ที่รับเงินไปแล้ว และเช็คเด้ง ศาลก็สั่งจำคุกได้จริง

          สำหรับการตีความสัญญา: ลายลักษณ์อักษรในสัญญาไม่ใช่สิ่งที่เด็ดขาดเสมอไป ศาลมีอำนาจสืบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดเพื่อค้นหา "เจตนาที่แท้จริง" ของคู่สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ได้ครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 669,102