พระเสพเมถุนในกุฏิ ผิดวินัยสงฆ์ขั้นปาราชิก แล้วผิดอาญาฐานเหยียดหยามศาสนาหรือไม่ ?

พระเสพเมถุนในกุฏิ ผิดวินัยสงฆ์ขั้นปาราชิก แล้วผิดอาญาฐานเหยียดหยามศาสนาหรือไม่ ?

          ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เกี่ยวกับกรณีพระภิกษุสงฆ์แอบเสพเมถุนและร่วมประเวณีกับสตรี จนกลายเป็นประเด็นฉาวสะเทือนใจพุทธศาสนิกชน หลายคนเกิดความสงสัยตรงกันว่า นอกจากบทลงโทษทางพระธรรมวินัยขั้นร้ายแรงอย่างการปาราชิกแล้ว ในทางกฎหมาย การกระทำที่ย่ำยีความรู้สึกของชาวพุทธเช่นนี้จะถือเป็นความผิดอาญาฐานเหยียดหยามศาสนาจนต้องติดคุกได้หรือไม่

          ในอดีตเคยมีกรณีพิพาทที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกันนี้เกิดขึ้น จนนำไปสู่คำพิพากษาของศาลฎีกาที่วางเส้นแบ่งระหว่างกฎหมายอาญากับพระธรรมวินัยไว้อย่างน่าสนใจครับ

          พฤติกรรมของพระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤตินอกรีตมักนำไปสู่ความเสื่อมเสีย โดยเฉพาะการกระทำผิดพระวินัยขั้นร้ายแรงอย่างการเสพเมถุน ซึ่งตามหลักพระธรรมวินัยถือเป็นอาบัติปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระภิกษุโดยทันที แต่ในทางกฎหมายบ้านเมือง มักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่า พฤติการณ์ที่พระภิกษุร่วมประเวณีกับสตรีภายในเขตวัดหรือในกุฏิสงฆ์ จะก้าวล่วงไปสู่การเป็นความผิดทางอาญาในฐานเหยียดหยามศาสนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 หรือไม่

          ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายอันละเอียดอ่อนนี้ได้รับการพิจารณาและวางบรรทัดฐานสำคัญไว้โดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2505 เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่จำเลยในขณะที่ยังบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ได้ร่วมประเวณีกับหญิงคนหนึ่งบนพื้นกุฏิข้างเตียงนอนของตน

          ซึ่งกุฏิดังกล่าวตั้งอยู่บนเขาวัง จังหวัดเพชรบุรี โดยในบริเวณใกล้เคียงมีกุฏิพระสงฆ์อีกหลายหลัง มีพระพุทธรูป และพระพุทธฉายประดิษฐานอยู่ เป็นสถานที่ที่พระสงฆ์ใช้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและเป็นปูชนียสถานที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพสักการะ ฝ่ายโจทก์จึงได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ซึ่งบัญญัติเอาผิดแก่ผู้ที่กระทำการใดๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น

          ในชั้นการพิจารณาของศาลล่างทั้งสองมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยศาลชั้นต้นมองว่าการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นเพื่อปลดเปลื้องความใคร่ในทางกามารมณ์ส่วนตัว ขาดเจตนาที่จะเหยียดหยามศาสนา จึงพิพากษายกฟ้อง ขณะที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า บริเวณกุฏิและเขาวังเป็นสถานที่เคารพสักการะ การกระทำของจำเลยแม้จะเกิดจากความใคร่ แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเป็นการเหยียดหยามศาสนา จึงพิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิด

          เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้นำข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอาญามาวินิจฉัยอย่างเคร่งครัด โดยวางหลักว่า การที่จำเลยซึ่งครองสมณเพศเป็นพระภิกษุ ได้กระทำการร่วมประเวณีกับหญิงในกุฏิซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนนั้น แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่งในทางศีลธรรม และเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงอันเป็นเรื่องที่ต้องลงโทษตามกฎเกณฑ์ของคณะสงฆ์ก็ตาม

          แต่การจะปรับบทลงโทษทางอาญาในความผิดฐานเหยียดหยามศาสนาตามมาตรา 206 นั้น กฎหมายมุ่งหมายเอาผิดกับการกระทำที่มีเจตนาแสดงออกในลักษณะดูหมิ่น ลบหลู่ หรือเหยียดหยามต่อศาสนา วัตถุ หรือสถานอันเป็นที่เคารพโดยตรง เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำทางเพศในที่รโหฐานเพื่อสนองตัณหาความใคร่ส่วนบุคคล จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการเหยียดหยามศาสนาตามความหมายของมาตรา 206 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีอาญา

          คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงหลักการแบ่งแยกกฎหมายอาญาออกจากศีลธรรมและวินัยสงฆ์ โดยชี้ให้เห็นว่าการกระทำที่ผิดพระธรรมวินัยและขัดต่อความรู้สึกของสังคมอย่างรุนแรง อาจไม่เสมอไปที่จะเป็นความผิดทางอาญาเสมอไป เพราะการลงโทษบุคคลในทางอาญาจะต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามองค์ประกอบความผิดและเจตนาที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawye

Visitors: 671,432