ยึดทรัพย์ลูกหนี้เอาเองโดยพลการ ระวังฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน

ยึดทรัพย์ลูกหนี้เอาเองโดยพลการ ระวังฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน

          ในทางแพ่ง เมื่อเจ้าหนี้ไม่ได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ เจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อฟ้องร้องและยึดทรัพย์สินตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ บ่อยครั้งที่เจ้าหนี้เลือกใช้วิธีการ "บังคับชำระหนี้ด้วยตนเอง" โดยการเข้าไปยึดหรือเอาทรัพย์สินของลูกหนี้มาตีกินชำระหนี้ หรือยึดถือไว้เพื่อกดดันให้ลูกหนี้มาชำระหนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ความรับผิดทางอาญาอย่างร้ายแรงเกินกว่าที่คาดคิด

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2552 ได้วางบรรทัดฐานและข้อเตือนใจทางกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า “แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหนี้อยู่จริง แต่การเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยพลการโดยไม่อาศัยกระบวนการตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยทุจริต”

สรุปพฤติการณ์แห่งคดีและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

          คดีนี้ จำเลยเป็นเจ้าหนี้ของนางประภาพร ซึ่งติดค้างเงินกู้ยืมและเงินค่าแชร์รวมเป็นเงินกว่า 134,000 บาท ต่อมานางประภาพรหลบหนีไป จำเลยจึงสืบทราบว่านางประภาพรนำทรัพย์สินบางส่วนไปฝากเก็บไว้ที่บ้านของผู้เสียหาย (ซึ่งเป็นบิดาของนางประภาพร)

          จำเลยได้เดินทางไปที่บ้านของผู้เสียหาย แต่พบว่าบ้านถูกปิดใส่กุญแจไว้ จำเลยจึงใช้เลื่อยตัดกุญแจคล้องประตูบ้าน แล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานของผู้เสียหายซึ่งเก็บไว้ภายในบ้านไป โดยจำเลยอ้างต่อพนักงานสอบสวนว่านำไปเพื่อ "ตีชำระหนี้" และเบิกความต่อศาลว่านำไป "ยึดหน่วงไว้" เพื่อให้นางประภาพรมาตกลงเรื่องหนี้สิน

          ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักว่า แม้นางประภาพรจะเป็นลูกหนี้ของจำเลยอยู่จริง จำเลยก็ไม่มีอำนาจกระทำการดังกล่าวได้ เนื่องจาก "การบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการ"

          ยิ่งไปกว่านั้น การที่จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจแล้วเข้าไปเอาทรัพย์สินภายในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของนางประภาพร (เป็นบ้านของบิดานางประภาพร) และจำเลยไม่อาจทราบได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวนั้นเป็นของนางประภาพรจริงหรือไม่

          การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เข้าองค์ประกอบความผิดฐาน "ลักทรัพย์ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง ศาลฎีกาจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย

ประเด็นข้อความคิดทางกฎหมายที่ได้จากคดีนี้

  1. เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิวิสาสะเข้าไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้เอง ไม่ว่าจะนำไปเพื่อยึดถือไว้กดดัน หรือนำไปขายเพื่อนำเงินมาตีกินชำระหนี้ก็ตาม หากปฏิบัตินอกกระบวนการทางศาล ถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
  2. การอ้างว่า "นำไปยึดหน่วง" หรือ "ยึดไว้แทนหนี้" ไม่ทำให้ขาดเจตนาทุจริต เพราะการตัดกุญแจบุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ถือว่าเป็นการตัดกรรมสิทธิ์และแย่งการครอบครองโดยมิชอบแล้ว
  3. การกระทำดังกล่าวเข้าองค์ประกอบความผิดฉกรรจ์ ฐานทำอันตรายสิ่งกีดกั้น (ตัดกุญแจ) และเกิดขึ้นในเคหสถาน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงกว่าการลักทรัพย์ธรรมดาอย่างมาก

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 670,723