เมื่อทรัพย์สินถูกขายไปแล้วก่อนฟ้อง การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสยังเรียกเงินคืนได้หรือไม่

เมื่อทรัพย์สินถูกขายไปแล้วก่อนฟ้อง การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสยังเรียกเงินคืนได้หรือไม่ ?

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ได้รับรองสิทธิของคู่สมรสในการบอกล้าง "สัญญาระหว่างสมรส" หรือสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกล้างเสียในเวลาใดๆ ก็ได้ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนสู่สภาพเดิม

          แต่ในทางปฏิบัติมักเกิดปัญหาข้อกฎหมายว่า หากคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับมอบทรัพย์สินได้โอนขายทรัพย์สิน หรือใช้จ่ายเงินจำนวนนั้นหมดสิ้นไปแล้วก่อนที่จะมีการฟ้องบอกล้างสัญญา คู่สมรสฝ่ายที่บอกล้างจะยังคงมีสิทธิเรียกคืนเงินหรือบังคับให้อีกฝ่ายชดใช้ราคาได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9311/2568 ได้วางบรรทัดฐานในประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ คดีนี้เริ่มต้นจากสามีภริยาคู่นึ่งซึ่งจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในระหว่างสมรส โจทก์ (สามี) ได้ทำสัญญาระหว่างสมรสโดยโอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ มูลค่า 394,620 บาท ให้แก่จำเลย (ภริยา) และได้มอบเงินอีกจำนวน 850,000 บาท (ซึ่งมาจากการนำรถยนต์เดิมไปขายแลกเปลี่ยนร่วมกับเงินถอนจากบัญชีฝาก) ให้แก่จำเลยนำไปชำระเป็นเงินดาวน์รถยนต์ป้ายแดง

          ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์มีปัญหา โจทก์ได้ยื่นฟ้องบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าว โดยขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาการโอนหุ้นเพื่อให้หุ้นกลับมาเป็นสินสมรสแล้วนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนสัญญาการให้เงินดาวน์รถยนต์และบังคับให้จำเลยส่งมอบเงินดาวน์ 850,000 บาท คืนแก่ตน

          อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้โอนขายหุ้นทั้งหมดไปแล้วก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ ส่วนเงินดาวน์รถยนต์จำนวน 850,000 บาท จำเลยก็ได้นำไปชำระเป็นค่าดาวน์รถยนต์แก่บริษัทผู้ขายจนหมดสิ้นแล้ว และต่อมาจำเลยก็ได้โอนขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วเช่นกัน

          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้วินิจฉัยข้อกฎหมายเป็นสองส่วนสำคัญ ประการแรก ในเรื่องของคำขอท้ายฟ้อง ศาลเห็นว่าแม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์มาโดยตรง แต่เมื่อทรัพย์สินเดิมถูกจำหน่ายไป เงินที่จำเลยได้รับมาจากการขายหุ้นหรือรถยนต์ย่อมเข้าอยู่ในฐานะ "สิ่งอันมาแทนที่ทรัพย์สินเดิม" หรือช่วงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้ชดใช้ราคาแทนได้โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

          ประการต่อมา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยได้โอนขายหุ้นและนำเงินไปชำระค่าดาวน์รถยนต์จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ก่อนวันที่โจทก์จะนำคดีมายื่นฟ้อง ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้หรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวไปในทาง "ไม่สุจริต" เพื่อหวังผลให้สัญญาระหว่างสมรสไม่มีผลต่อตนในภายภาคหน้าแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นและรถยนต์แก่โจทก์อีกได้ พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้

          นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้วางหลักเกณฑ์เรื่องค่าธรรมเนียมศาลไว้อีกประการหนึ่งว่า ในคดีฟ้องบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสเพื่อขอแบ่งหุ้นที่เป็นสินสมรส เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าหุ้นดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของตน ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นศาลจึงมีเพียง "กึ่งหนึ่ง" ของมูลค่าหุ้นทั้งหมดตามสิทธิที่ขอแบ่ง ไม่ใช่คิดจากมูลค่าหุ้นทั้งหมด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินคืน

          บทสรุปจากบรรทัดฐานคำพิพากษาฎีกานี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้คู่สมรสบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้ตลอดเวลา แต่สิทธิดังกล่าวมีขอบเขตจำกัด หากทรัพย์สินตามสัญญานั้นถูกโอนขาย นำไปใช้จ่าย หรือเปลี่ยนสภาพไปจนหมดสิ้นแล้วโดยสุจริตก่อนวันยื่นฟ้อง คู่สมรสฝ่ายที่บอกล้างย่อมไม่สามารถเรียกร้องให้ชดใช้ราคาหรือคืนเงินจำนวนนั้นได้อีกต่อไป

ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

Visitors: 670,623