ลูกหนี้หนีแล้วทิ้งร้านไว้ เจ้าหนี้เข้าไปยึดครองทำกินต่อ จะถือเป็นบริวารที่ต้องถูกขับไล่ตามคำพิพากษาหรือไม่
ลูกหนี้หนีแล้วทิ้งร้านไว้ เจ้าหนี้เข้าไปยึดครองทำกินต่อ จะถือเป็นบริวารที่ต้องถูกขับไล่ตามคำพิพากษาหรือไม่
ในทางปฏิบัติด้านการบังคับคดีขับไล่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลย คนงาน ผู้แทน และบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าของที่ดินมักต้องเผชิญเป็นประจำ คือการพบว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาอยู่อาศัยหรือครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินพิพาทแทนที่จำเลยเดิม พร้อมทั้งยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลว่าตนมิใช่บริวารของจำเลย แต่เป็นผู้มีอำนาจพิเศษในการครอบครอง
ข้ออ้างที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอคือการอ้างความเป็นเจ้าหนี้ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้วทิ้งทรัพย์สินหลบหนีไป เจ้าหนี้จึงมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปยึดถือครอบครองเพื่อหักกลบลบหนี้ และถือว่าตนเข้ามาครอบครองด้วยสิทธิของตนเองโดยเฉพาะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 791/2568 ได้วางแนวบรรทัดฐานและวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์เรื่อง สถานะความเป็นบริวารและอำนาจพิเศษในการครอบครองตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไว้อย่างละเอียดชัดเจน โดยชี้ว่าการเข้าครอบครองพื้นที่ต่อเนื่องจากจำเลยโดยไม่มีสิทธิอิสระแยกต่างหาก ย่อมถือเป็นการอาศัยสิทธิของจำเลยและตกเป็นบริวารที่ต้องถูกบังคับคดีขับไล่ตามคำพิพากษา
สรุปพฤติการณ์แห่งคดี
คดีนี้เริ่มต้นจากการที่จำเลยเข้าไปบุกรุกและใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยอันเป็นที่ดินของรัฐ ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน และมีคำสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลย ออกไปจากที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อคดีถึงที่สุด การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้ดำเนินการตั้งเรื่องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขับไล่จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่
เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศขับไล่ไปปิด ณ ที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลโดยอ้างว่า ตนเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของจำเลยจำนวน 150,000 บาท ซึ่งจำเลยกู้ยืมไปหลายครั้งโดยไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ เมื่อจำเลยหลบหนีหนี้และละทิ้งร้านค้าไว้ ผู้ร้องจึงเข้าไปยึดถือครอบครองและได้ลงทุนออกเงินค่าปรับปรุงร้านเดิมของจำเลยไปอีกประมาณ 100,000 บาท เพื่อใช้ประโยชน์ทางการค้าทำกินชดเชยหนี้สิน
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังได้ยื่นแบบฟอร์มเพื่อขอเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวกับการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้ร้องจึงอ้างว่าตนเข้ามาครอบครองด้วยสิทธิของตนเองในฐานะเจ้าหนี้ มิได้เป็นบริวารของจำเลย และถือเป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะครอบครองที่ดินต่อไปได้ตามกฎหมาย
ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาและสิทธิในการครอบครอง โดยวางหลักเกณฑ์ไว้อย่างละเอียดดังนี้
1.การพิจารณาสิทธิการเข้าครอบครองว่าอาศัยสิทธิของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ แม้ผู้ร้องจะอ้างมูลหนี้เงินกู้และการลงทุนปรับปรุงร้านค้า แต่ข้อเท็จจริงในทางคดีปรากฏชัดว่า การที่ผู้ร้องสามารถเข้าไปยึดถือครอบครองร้านค้าและที่ดินพิพาทได้นั้น เกิดขึ้นจากการที่จำเลยเป็นผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ก่อน
เมื่อจำเลยทิ้งร้านค้าไป การที่ผู้ร้องเข้าไปใช้ประโยชน์ต่อ จึงเป็นการเข้าไปสืบสิทธิและยึดถือทรัพย์สินต่อจากจำเลยโดยตรง โดยอาศัยสิทธิการครอบครองเดิมของจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินของรัฐมาตั้งแต่ต้น ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างความเป็นเจ้าหนี้ขึ้นมาสร้างสิทธิครอบครองใหม่ที่เหนือกว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้
2.การยื่นคำขอเช่าที่ดินยังไม่ก่อให้เกิดอำนาจพิเศษในการครอบครอง ข้ออ้างของผู้ร้องที่ระบุว่าได้กรอกแบบฟอร์มขอเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการแสดงความประสงค์ฝ่ายเดียวของผู้ร้อง
ตราบใดที่การรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าของที่ดินยังมิได้พิจารณาอนุมัติหรือทำสัญญาเช่าให้แก่ผู้ร้อง การกระทำดังกล่าวย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิการเช่าหรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงยังคงไม่มีอำนาจพิเศษอันชอบธรรมที่จะยกขึ้นยันเพื่อปฏิเสธการบังคับคดีของเจ้าของที่ดิน
3.ผลแห่งสถานะความเป็นบริวารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 354 เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวาร บุคคลใดที่เข้ามาอยู่ในอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยสิทธิของลูกหนี้ ย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสิ้น เมื่อผู้ร้องเข้าไปในที่ดินโดยอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องจึงถือเป็นบริวารของจำเลยโดยผลของกฎหมาย และต้องตกอยู่ภายใต้การบังคับคดีขับไล่ตามคำพิพากษาเดิมเช่นเดียวกับจำเลย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ดังนั้น จึงสรุปเป็นหลักกฎหมายได้ว่า บุคคลภายนอกแม้จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับความเสียหายจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาจริง แต่การเข้าไปยึดถือครอบครองทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้บนที่ดินของผู้อื่น ถือเป็นการเข้าไปโดยอาศัยสิทธิของลูกหนี้ ย่อมตกเป็นบริวารของลูกหนี้โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และการยื่นคำขอเช่าที่ยังไม่อนุมัติก็ไม่ถือเป็นอำนาจพิเศษ เจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิบังคับคดีขับไล่บุคคลดังกล่าวออกจากพื้นที่ได้ทันทีตามคำพิพากษาเดิมครับ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








