แค่พูดว่า เฮ้ยมึงไม่แน่จริงนี่หว่าเฮ้ยแน่จริงมึงออกมาซิวะ เป็นขู่เข็ญทำให้กลัวถึงขั้นผิดอาญาหรือไม่

ตะโกนท้า "แน่จริงออกมาซิวะ" หน้าบ้านศาลฎีกาชี้ไม่ใช่แค่คำท้าสะใจแต่คือคดีอาญาข้อหาล้อมขู่เข็ญ

        เวลาที่คนเรามีเรื่องกระทบกระทั่งหรือผิดใจกันอย่างรุนแรง พฤติกรรมประเภทการยกพวกหรือเดินไปยืนอออยู่บริเวณหน้าบ้านของคู่กรณี แล้วตะโกนด่าทอส่งเสียงท้าทายด้วยถ้อยคำดุดันเพื่อให้ทลายกำแพงออกมาเผชิญหน้ากัน มักเป็นภาพที่เห็นได้บ่อยครั้งในสังคม โดยฝ่ายที่ไปยืนท้ามักเข้าใจผิดว่าตนเองยังไม่ได้ลงมือทำร้ายร่างกาย หรือเป็นเพียงแค่การส่งเจตนา "ท้าตีท้าต่อย" เท่านั้นจึงไม่น่าจะมีความผิดร้ายแรงอะไรในทางกฎหมาย 

       ทว่าคำพิพากษาฎีกาที่ 1203/2542 ได้เข้ามาวางแนวทางการตีความบริบทของการใช้คำพูดสถานที่และพฤติการณ์รอบข้างไว้อย่างเฉียบคมโดยชี้ให้เห็นว่าคำท้าทายบางลักษณะในพื้นฐานสถานการณ์เฉพาะหน้ามีค่าเท่ากับการบังคับขู่เข็ญกักขังหน่วงเหนี่ยวจิตใจ และถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดินสำเร็จรูปทันทีที่ผู้ฟังเกิดความกลัวครับ 

        ชนวนเหตุของคดีนี้เกิดขึ้นในย่านชุมชนแห่งหนึ่งขณะที่ผู้เสียหายกำลังพักอาศัยอยู่ภายในบ้านร่วมกับบุตรสาวตัวน้อยจำเลยที่ 1 ได้เดินมาหยุดอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียหายแล้วตะโกนส่งเสียงร้องเรียกด้วยถ้อยคำระคายหูว่า "เฮ้ยมึงไม่แน่จริงนี่หว่าเฮ้ยถ้ามึงแน่จริงมึงออกมาซิวะมึงทำไมไม่ออกมาวะออกมาโดนแน่" ในเวลาเดียวกันนั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งยืนอยู่หน้าบ้านของตนเองในตำแหน่งเยื้องกับบ้านของผู้เสียหายก็ได้ตะโกนสำทับสมทบขึ้นมาอีกว่า "ให้มันอยู่แต่ในบ้านอย่าให้มันออกมาถ้ามันออกมาเอาแม่มันเลย" 

        การส่งเสียงตะโกนข่มขู่ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำเช่นนี้ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความตื่นตระหนกตกใจและกลัวว่าจะถูกดักทำร้ายจนไม่กล้าก้าวเท้าออกจากเคหสถาน จึงได้นำความเข้าแจ้งอาญาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 392 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องเนื่องจากมองว่าเป็นเพียงคำท้าทายให้ยอมออกมาต่อสู้กัน แต่ฝ่ายอัยการสูงสุดได้ลงนามรับรองให้ยื่นฎีกาเพื่อสู้ต่อในปัญหาข้อเท็จจริง 

        เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูง ศาลฎีกาได้ทำการพินิจพิเคราะห์ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองประกอบกับพฤติกรรมในสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด แล้วปรับบทกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาโดยวินิจฉัยว่าคำพูดของจำเลยทั้งสองที่ตะโกนประสานเสียงกันนั้นเมื่อดูจากองค์ประกอบสภาพแวดล้อมแล้ว แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นการบังคับขู่เข็ญทางอ้อมไม่ให้ผู้เสียหายสามารถเดินทางออกไปจากบ้านของตนเองได้ตามปกติสุข เพราะมีเงื่อนไขว่าหากขืนดื้อดึงเปิดประตูออกมาก็จะถูกจำเลยทั้งสองรุมทำร้ายทันที พฤติการณ์เช่นนี้หาใช่เป็นเพียงคำท้าทายให้ออกมาต่อสู้กันอย่างที่ศาลล่างตีความไม่ 

         นอกจากนี้ศาลฎีกายังสำทับว่าคำพูดข่มขู่ปิดล้อมในลักษณะนี้โดยปกติวิญญูชนทั่วไปเมื่อได้ยินย่อมต้องตกใจกลัวเป็นธรรมดาประกอบกับในคดีนี้ โจทก์มีตัวผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันต่อหน้าศาลว่าตนเองรู้สึกหวาดกลัวและตกใจจริง ๆ ซึ่งมีเหตุผลสมควรให้เชื่อเช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ครบองค์ประกอบว่าผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานร่วมกันขู่เข็ญให้ผู้อื่นเกิดความกลัวตื่นตกใจตามมาตรา 392 ประกอบมาตรา 83 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือนและปรับคนละ 1,000 บาทโดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปีและให้คุมความประพฤติรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน 

         บทสรุปของคำพิพากษาฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติสายบวกหรือผู้ที่ชอบใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาว่า "บ้าน" คือสถานที่ส่วนบุคคลที่กฎหมายให้ความคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุด การไปยืนดักรอหน้าบ้านแล้วตะโกนท้าทายในลักษณะกักขังทางจิตใจว่า "ถ้ามึงออกมาโดนแน่" แม้จะยังไม่ได้ง้างมือชกหรือมีบาดแผลเกิดขึ้นแม้แต่รอยขีดข่วนกฎหมายอาญาก็ตราหน้าว่าคุณมีความผิดฐานขู่เข็ญเสร็จสิ้นแล้ว การกระทำด้วยความสะใจเพียงไม่กี่นาทีอาจส่งผลให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา มีประวัติติดตัวและต้องระหกระเหินไปรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติให้อับอายเปล่าครับ 

ปรึกษากฎหมายโทร 

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954 

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer 

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi 

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z 

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn 

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap 

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer 

 

Visitors: 667,969