การแบ่งทรัพย์มรดก ต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนไหม (ฎีกาที่ 2281/2567)

การแบ่งทรัพย์มรดก ต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนไหม (ฎีกาที่ 2281/2567)

           ปัญหาความขัดแย้งเรื่องมรดกเป็นมหากาพย์ที่พบได้บ่อยในหลายครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการแบ่งปันทรัพย์สินที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทบางคนดำเนินการจัดการไปโดยที่ทายาทไม่ครบถ้วน หรือมีผู้ที่ถูกตัดขาดจากการรับรู้ ย่อมนำมาซึ่งข้อพิพาททางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2567 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญและให้บทเรียนแก่สถาบันครอบครัวอย่างชัดเจนว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกที่กระทำไปโดยปราศจากความยินยอมของทายาททุกคนนั้น จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และผู้ที่ได้รับโอนทรัพย์สินนั้นไปก็จะไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ทายาทคนอื่นให้ออกจากที่ดินได้

          คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ผู้ได้รับโอนที่ดินมรดกมาจากผู้จัดการมรดก กับจำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแต่อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทแปลงนี้มาแต่เดิม เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อผู้จัดการมรดกได้จัดให้มีการประชุมทายาทเพื่อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก และต่อมาได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว ทว่าปมสำคัญคือจำเลยซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิชอบธรรมคนหนึ่งกลับไม่ได้ไปร่วมประชุม และไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอมในสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นด้วยเลย

         พูดง่าย ๆ คือมีการแอบตกลงแบ่งที่ดินกันโดยจำเลยไม่รู้เห็น เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินแล้ว จึงนำความมาฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเพื่อบังคับให้จำเลยย้ายออกจากที่ดิน ซึ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างมีคำวินิจฉัยจนกระทั่งคดีมาสู่ศาลสูง

         ศาลฎีกาได้พิจารณาแง่มุมกฎหมายอย่างลึกซึ้ง โดยชี้ขาดในประเด็นแรกว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 การทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นจำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบให้ครบถ้วน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นทายาทไม่ได้รับรู้และไม่ได้ลงชื่อในสัญญา การแบ่งมรดกในครั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพันจำเลย

         ส่งผลต่อเนื่องในประเด็นที่สองที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า การมีชื่อหลังโฉนดแปลว่าเป็นเจ้าของ 100% แต่ศาลฎีกาอธิบายว่าเมื่อการแบ่งปันเริ่มต้นมาโดยไม่ชอบ แม้ผู้จัดการมรดกจะโอนชื่อในที่ดินให้โจทก์ไปแล้ว ที่ดินแปลงนี้ก็ยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าทายาททุกคนรวมถึงโจทก์และจำเลยยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันตามสัดส่วน

         เมื่อที่ดินพิพาททางกฎหมายยังถือเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ถูกแบ่งอย่างสมบูรณ์ จำเลยในฐานะทายาทและเจ้าของรวมคนหนึ่ง ย่อมมีสิทธิชอบธรรมที่จะครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ได้ตามมาตรา 1360 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่าเจ้าของรวมมีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้แต่ต้องไม่ขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น ๆ

         การที่จำเลยอาศัยอยู่จึงไม่ใช่การละเมิด แต่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบในฐานะเจ้าของร่วม ดังนั้น การที่จำเลยอยู่ในที่ดินจึงไม่ได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ และทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปในที่สุด

         บทสรุปของคดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจทั้งผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนว่า อย่าชะล่าใจกับการมีชื่อหลังโฉนดที่ดิน หากกระบวนการทำสัญญาแบ่งมรดกทำมาอย่างหละหลวมหรือจงใจกีดกันทายาทคนใดคนหนึ่งออกไป กรรมสิทธิ์นั้นก็สามารถถูกโต้แย้งได้เสมอ และกฎหมายยังคงคุ้มครองสิทธิความเป็นเจ้าของรวมของทายาทผู้ถูกละเมิดสิทธิอย่างเต็มที่ การจัดการมรดกที่ดีและปลอดภัยที่สุดจึงต้องโปร่งใส พูดคุยตกลงกันอย่างเปิดเผย และจัดทำเอกสารหลักฐานให้ทายาททุกคนลงลายมือชื่อยินยอมอย่างครบถ้วนเพื่อป้องกันข้อพิพาทที่จะตามมาในอนาคต

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

 

Visitors: 667,731