ซื้อที่ดิน ทำกินสุจริตนานนับสิบปี กลายเป็นการแย่งการครอบครอง โดยไม่รู้ตัว

 ซื้อที่ดิน ทำกินสุจริตนานนับสิบปี กลายเป็นการ "แย่งการครอบครอง" โดยไม่รู้ตัว

(เจาะลึกฎีกา 4164/2568)

           ปัญหาเรื่องแนวเขตที่ดินเป็นข้อพิพาทสุดคลาสสิกที่เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินในต่างจังหวัดที่บางครั้งการรังวัดชี้แนวเขตอาจคลาดเคลื่อนไปจากเอกสารสิทธิ หลายคนเข้าซื้อที่ดินและทำประโยชน์ปลูกพืชผลทางการเกษตรมานานนับสิบปีด้วยความสุจริตใจ โดยไม่เคยรู้เลยว่าตนเองกำลังล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น คำถามที่ตามมาคือ หากวันหนึ่งเจ้าของเดิมมาทวงคืน กฎหมายจะคุ้มครองใคร ? เรื่องนี้มีคำตอบจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4164/2568 ซึ่งวางหลักกฎหมายในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

          เรื่องราวของคดีนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2533 เมื่อจำเลยได้ตกลงซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. จากบุคคลภายนอก แต่เมื่อมีการรังวัด กลับพบว่าที่ดินผืนนั้นมีเนื้อที่ "เกิน" กว่าที่ระบุไว้ในเอกสารสิทธิ ด้วยความสุจริตใจและต้องการความถูกต้อง จำเลยจึงได้จ่ายเงินค่าที่ดินในส่วนที่เกินนั้นไปจนครบถ้วน หลังจากนั้นก็สวมหัวใจเกษตรกร เข้าครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ทั้งหมดโดยการปลูกต้นยูคาลิปตัสจนเต็มพื้นที่อย่างสงบ เปิดเผย และเชื่อมั่นมาตลอดว่าตนคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง โดยหารู้ไม่ว่าพื้นที่ส่วนเกินนั้นได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น

          เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำ ได้มาฟ้องศาลเพื่อขอเอาที่ดินส่วนนั้นคืน ประเด็นข้อกฎหมายที่แหลมคมจึงเกิดขึ้นว่า การที่จำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ในที่ดินคนอื่นโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองนั้น ถือเป็นการ “แย่งการครอบครอง” หรือไม่ และจำเลยจำเป็นต้องบอกกล่าวแก่เจ้าของเดิมก่อนหรือไม่ว่าตนจะเปลี่ยนเจตนามายึดถือเพื่อตนเอง?

          ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า การที่จำเลยเข้าครอบครองพื้นที่พิพาทโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ได้อาศัยสิทธิของผู้อื่น ไม่ได้เช่า ไม่ได้ขอยืม และไม่ได้ครอบครองแทนใคร พฤติการณ์เช่นนี้ในทางกฎหมายถือว่าเป็นการ “แย่งการครอบครอง” ที่ดินของโจทก์แล้วโดยสมบูรณ์ และด้วยเหตุที่จำเลยไม่ได้เริ่มต้นจากการครอบครองที่ดิน "แทน" โจทก์ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องไปบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่อย่างใด

          เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินไปแล้ว ผลทางกฎหมายที่ตามมาจึงตกหนักไปอยู่ที่ฝั่งเจ้าของเดิม เนื่องจากที่ดินที่เป็น น.ส. 3 ก. นั้น กฎหมายรับรองเพียง "สิทธิครอบครอง" (ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เหมือนโฉนดที่ดิน) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ได้กำหนดเงื่อนเวลาที่เข้มงวดไว้ว่า หากผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครองไป จะต้องฟ้องร้องเพื่อเรียกคืนภายในระยะเวลา "1 ปี" นับแต่เวลาที่ถูกแย่ง

          ในคดีนี้ โจทก์ปล่อยปละละเลยให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกต้นไม้นานเกินกว่า 1 ปีนับแต่ถูกแย่งสิทธิ ศาลจึงพิพากษาว่าโจทก์ "ขาดสิทธิฟ้องคดี" และมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องในที่สุด จำเลยจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินผืนนั้นไปตามกฎหมาย

          คดีนี้เป็นอุทาหรณ์และบทเรียนสำหรับคนที่มีที่ดิน น.ส. 3 ก. ครับ ว่าเราจะปล่อยปละละเลยทิ้งที่ดินไว้เฉยๆ โดยไม่หมั่นไปดูแลตรวจสอบแนวเขตไม่ได้เป็นอันขาด เพราะหากมีใครเข้ามาทำประโยชน์โดยแสดงตัวเป็นเจ้าของ เพียงแค่ 1 ปี สิทธิครอบครองของคุณก็อาจหลุดลอยไปได้ ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ซื้อที่ดิน ก็ควรตรวจสอบแนวเขตให้ชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาทที่อาจยาวนานนับทศวรรษเช่นกันครับ

          เพราะกฎหมายไม่เคยหลับใหล และสิทธิย่อมเป็นของผู้ที่ตื่นตัวเสมอ หากมีข้อสงสัยเรื่องแนวเขตที่ดิน หรือต้องการปรึกษาข้อกฎหมาย สามารถติดต่อปรึกษาทนายความเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและหาแนวทางการแก้ไขปัญหา เป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ


ดูคลิปความรู้กฎหมายได้ที่ https://youtu.be/sGHrAFc5QHQ

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

Visitors: 663,037