เลิกกันแล้วขนของไปหมด... ระวังติดคุกข้อหาลักทรัพย์
เลิกกันแล้วขนของไปหมด... ระวังติดคุกข้อหาลักทรัพย์ 
1. ประเด็นสถานะของทรัพย์สิน "กรรมสิทธิ์รวม"
ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 502/2563 เมื่อชายหญิงอยู่กินด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ร่วมกันทำมาหาได้หรือลงทุนประกอบกิจการร่วมกัน ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างนั้นถือเป็น "กรรมสิทธิ์รวม"
หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน
วิเคราะห์ แม้จะไม่มีชื่อในทะเบียนหรือใบเสร็จ แต่หากพิสูจน์ได้ว่าร่วมกันหามา ทั้งสองฝ่ายย่อมมีกรรมสิทธิ์คนละ "ครึ่งหนึ่ง" ในทรัพย์สินทุกชิ้นที่หามาได้ร่วมกัน
2. วิเคราะห์องค์ประกอบความผิดฐาน "ลักทรัพย์"
จุดที่น่าสนใจที่สุดของคดีนี้คือ จำเลยสู้ว่าตนเองก็เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นครึ่งหนึ่ง การเอาไปจึงไม่น่าจะเป็นการลักทรัพย์ของผู้อื่น แต่ศาลฎีกาวางหลักโดยอิงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ดังนี้
"ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์"
ประเด็น "ทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย" กฎหมายอาญาคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของร่วมทุกคน การที่จำเลยขนทรัพย์สินไปทั้งหมดฝ่ายเดียว เท่ากับเป็นการเอาส่วนกึ่งหนึ่งที่เป็นของโจทก์ (ผู้เสียหาย) ไปด้วย
ประเด็น "การเอาไป" ในคดีนี้ทรัพย์สินอยู่ในความครอบครองของฝ่ายหญิง (อยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง) การที่ฝ่ายชายเข้าไปขนออกมาโดยฝ่ายหญิงไม่ยินยอม ถือเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์สินไปจากเจ้าของร่วมคนอื่น
3. ประเด็น "เจตนาทุจริต"
ศาลพิจารณาว่า การที่จำเลยขนทรัพย์สินไปทั้งหมด "ฝ่ายเดียว" โดยไม่ตกลงแบ่งปันให้ถูกต้องตามสิทธิ์ของแต่ละฝ่าย ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง จึงครบองค์ประกอบ "เจตนาทุจริต"
4. บทสรุปและข้อเสนอแนะทางกฎหมาย
จากฎีกาข้างต้น เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางคดีได้ดังนี้
อย่าใช้ศาลเตี้ยตัดสินเอง การขนทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมออกไปโดยพละการ ในขณะที่ทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของอีกฝ่าย เสี่ยงต่อการถูกฟ้องคดีอาญาฐานลักทรัพย์ (หรือลักทรัพย์ในเคหสถานหากเข้าไปในบ้าน) ซึ่งมีโทษจำคุก
ทางออกที่ถูกต้อง หากตกลงแบ่งทรัพย์สินกันไม่ได้หลังจากเลิกรา คู่สัญญาต้องใช้สิทธิ์ทางศาลแพ่งเพื่อ "ฟ้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม" หรือเรียกให้ชดใช้ราคาทรัพย์สินตามส่วนที่ตนมีสิทธิ์
การป้องกัน สำหรับคู่รักที่ร่วมกันลงทุน ควรมีการทำบัญชีทรัพย์สินหรือบันทึกข้อตกลง (MOU) ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าทรัพย์สินชิ้นใดใครเป็นเจ้าของ หรือมีสัดส่วนการลงทุนเท่าใด เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากต้องมีการแบ่งแยกในอนาคต
ดูคลิปความรู้กฎหมายได้ที่ https://youtu.be/h3UBzhgLqF4
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
ทนายใกล้ตัว








