คนค้ำประกันเอารถไปคืนไฟแนนซ์เอง สัญญาเลิกกันไหม แล้วใครต้องชำระค่าเสียหาย?
คนค้ำประกันเอารถไปคืนไฟแนนซ์เอง สัญญาเลิกกันไหม แล้วใครต้องชำระค่าเสียหาย?
เมื่อผู้เช่าซื้อรถยนต์เริ่มส่งค่างวดไม่ไหวและผิดนัดชำระติดต่อกันหลายงวด สิ่งที่ตามมาคือความกังวลใจของ "ผู้ค้ำประกัน" ที่กลัวว่าจะต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนโต บ่อยครั้งผู้ค้ำประกันจึงตัดสินใจเอารถยนต์คันนั้นเดินทางไปส่งคืนให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ด้วยตัวเองเพื่อหวังตัดปัญหา แต่ในแง่มุมกฎหมาย หากในใบส่งคืนรถมีเพียงลายมือชื่อของคนค้ำประกัน โดยไม่มีชื่อหรือลายเซ็นของคนเช่าซื้อเลย สัญญาเช่าซื้อจะถือว่าเลิกกันโดยชอบหรือไม่ และไฟแนนซ์ยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนต่างได้ไหม คำพิพากษาฎีกาที่ 8957/2568 ได้วางบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องนี้เอาไว้อย่างลึกซึ้ง
เรื่องราวในคดีนี้เริ่มต้นจากจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากบริษัทไฟแนนซ์ (โจทก์) โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากผ่อนชำระไปได้เพียง 13 งวด จำเลยที่ 1 ก็เริ่มผิดนัดชำระค่างวดติดต่อกัน 3 งวดรวด ซึ่งในขณะนั้นทางไฟแนนซ์เองก็ยังไม่ได้ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะคนค้ำประกันเห็นท่าไม่ดี จึงได้นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อเดินทางไปส่งมอบคืนให้แก่ไฟแนนซ์ โดยในหนังสือแสดงเจตนาคืนรถมีเพียงลายเซ็นของจำเลยที่ 2 ในช่องผู้มอบรถเท่านั้น หลังจากรับรถคืนแล้ว ไฟแนนซ์ได้นำรถไปขายทอดตลาด แต่อย่างไรก็ตาม เงินที่ได้จากการขายรถย่อมไม่คุ้มกับหนี้ที่เหลือ ไฟแนนซ์จึงยื่นฟ้องศาลเพื่อเรียกค่าขาดราคา (ค่าส่วนต่าง) จากทั้งคนเช่าซื้อและคนค้ำประกัน
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจและต้องสู้กันถึงศาลสูง โดยฝ่ายคนค้ำประกัน (จำเลยที่ 2) ยื่นฎีกาต่อสู้ว่า ในสัญญาเช่าซื้อไม่ได้มีข้อกำหนดให้สิทธิ "ผู้ค้ำประกัน" เป็นผู้บอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถได้ และในใบจำนงคืนรถก็ไม่มีลายเซ็นของคนเช่าซื้ออยู่เลย ดังนั้น การคืนรถครั้งนี้จึงไม่ถือเป็นการเลิกสัญญาโดยชอบ ไฟแนนซ์จึงไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกค่าขาดราคาจากตนเอง
ศาลฎีกาได้พิจารณาปมกฎหมายนี้ร่วมกับหลักเกณฑ์เรื่อง "ตัวแทน" และได้วินิจฉัยหักล้างข้อต่อสู้ของคนค้ำประกันไว้อย่างชัดเจน
ประเด็นแรก ศาลฎีกาชี้ว่า การส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อขอเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นั้น "มิใช่กิจการเฉพาะตัว" ที่ผู้เช่าซื้อจะต้องเดินทางมาทำด้วยตนเองเท่านั้น ผู้เช่าซื้อย่อมสามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นรวมถึงผู้ค้ำประกันเป็นผู้ดำเนินการแทนได้ ซึ่งการตั้งตัวแทนนี้ กฎหมายมาตรา 797 วรรคสอง ระบุไว้ชัดเจนว่า จะเป็นโดยการตั้งแต่งแสดงออกชัดเจนหรือโดยปริยาย (รู้กันภายใน) ก็ได้
เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า คนเช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้และปล่อยให้คนค้ำประกันเอารถไปคืน โดยในชั้นสู้คดี คนค้ำประกันก็ไม่เคยให้การปฏิเสธเลยว่าตนเองเอารถไปคืนโดยพละการหรือคนเช่าซื้อไม่ยินยอม พฤติการณ์เช่นนี้ศาลฎีกาจึงเชื่อว่า จำเลยที่ 2 (คนค้ำประกัน) ทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนโดยปริยาย" ของจำเลยที่ 1 (คนเช่าซื้อ) ในการส่งมอบรถคืนเพื่อเลิกสัญญา ดังนั้น การคืนรถครั้งนี้จึงมีผลผูกพันคนเช่าซื้อ และถือว่าสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่คืนรถ ส่งผลให้ไฟแนนซ์มีสิทธิชอบธรรมตามสัญญาในการเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยทั้งสองได้
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องจำนวนเงินค่าขาดราคาที่ไฟแนนซ์เรียกมานั้น ศาลฎีกาท่านมองลึกลงไปถึงความเหมาะสมและเป็นธรรม โดยเมื่อคำนวณจากราคาเงินสดของรถยนต์ ค่างวดที่คนเช่าซื้อเคยส่งมาแล้ว 13 งวด ประกอบกับจำนวนเงินที่ไฟแนนซ์ขายทอดตลาดได้ ศาลเห็นว่าค่าเสียหายที่ศาลล่างตั้งไว้เดิมนั้นสูงเกินส่วนไปมาก จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายปรับลดค่าขาดราคาลงมาให้เหลือตามความเป็นจริงที่เหมาะสม
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่เตือนใจผู้ค้ำประกันว่า การนำรถไปคืนไฟแนนซ์ด้วยตนเอง แม้จะไม่มีลายเซ็นคนเช่าซื้อกำกับ กฎหมายก็มองว่าคุณทำแทนในฐานะตัวแทนโดยปริยาย ซึ่งมีผลทำให้สัญญาเลิกกันทันที และไม่ได้ทำให้คุณหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในหนี้ส่วนต่าง หากราคารถที่ขายทอดตลาดได้ต่ำกว่าหนี้ค้างชำระ ทั้งคนเช่าซื้อและคนค้ำประกันก็ยังคงต้องร่วมกันรับผิดชอบชดใช้ค่าขาดราคาตามความเป็นจริงอยู่ดี
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer








