ปฏิเสธตรวจ DNA ศาลจะสันนิษฐานว่าเป็นผลร้ายได้ แต่คำสั่งศาลต้องตรงประเด็นคดีเสียก่อน

ปฏิเสธตรวจ DNA ศาลจะสันนิษฐานว่าเป็นผลร้ายได้ แต่คำสั่งศาลต้องตรงประเด็นคดีเสียก่อน

       ในคดีครอบครัวที่ต้องพิสูจน์สายเลือดเพื่อสิทธิในมรดก กฎหมายได้มอบเครื่องมือสำคัญให้แก่ศาลตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง โดยให้อำนาจศาลสั่งให้คู่ความไปตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ได้

      แม้ว่าการตรวจนี้จะเป็นสิทธิของคู่ความที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ แต่กฎหมายก็ดักทางคนหัวหมอเอาไว้ใน มาตรา 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญว่า หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมให้ตรวจโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์นั้นเป็นผลร้ายแก่คู่ความที่ไม่ยินยอมฝั่งนั้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าศาลสั่งให้ไปตรวจแล้วคุณไม่ยอมไปโดยไม่มีเหตุผลดีๆ กฎหมายจะตราหน้าไว้ก่อนเลยว่าสิ่งที่คุณปิดบังอยู่นั้นเป็นเรื่องจริงและเป็นผลร้ายต่อรูปคดีของคุณเอง

     ทว่า ในทางปฏิบัติ ข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายนี้จะนำมาใช้บาตรใหญ่ใส่คู่ความได้ทันทีเลยหรือไม่? คำพิพากษาฎีกาที่ 4427/2563 ได้วางแนวทางตีความบทบัญญัติข้อนี้ไว้อย่างลึกซึ้งและน่าสนใจมาก

     คดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของนายสมชายผู้ตาย ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อเทียบความเป็นพี่น้องร่วมพ่อเดียวกัน และสั่งให้จำเลยที่ 1 ตรวจกับจำเลยที่ 2 เพื่อดูว่าเป็นแม่ลูกกันจริงไหม แต่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างเบี้ยวนัดและไม่ยอมไปตรวจด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายโจทก์จึงหยิบยกกฎหมายมาตรา 160 วรรคสาม ขึ้นมาอ้างทันทีว่า เมื่อจำเลยไม่ยอมไปตรวจ ศาลต้องใช้ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายตัดสินให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยสิ! คือต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกผู้ตาย

     แต่ศาลฎีกากลับมองอีกมุมหนึ่ง โดยวางหลักกฎหมายที่สำคัญยิ่งว่า การที่ศาลจะดึงข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายตามวรรคสามมาใช้บังคับแก่คู่ความที่ไม่ยินยอมได้นั้น ตัวคำสั่งของศาลที่สั่งให้ไปตรวจในตอนแรก จะต้องเป็นคำสั่งที่ "ชอบด้วยกฎหมาย" และ "เป็นการตรวจเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีโดยตรง" เสียก่อน

     เมื่อมาพิจารณาดูคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีนี้ ประเด็นแห่งคดีคือ จำเลยที่ 1 เป็นลูกของนายสมชายผู้ตายจริงไหม? แต่เมื่อตัวพ่อคือคุณสมชายได้เสียชีวิตไปแล้ว การจะสั่งให้ "โจทก์" กับ "จำเลยที่ 1" ตรวจดีเอ็นเอเทียบความเป็นพี่น้องในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังทำสงครามกฎหมายโต้แย้งสิทธิของอีกฝ่ายอยู่ (ต่างคนต่างไม่ยอมรับว่าอีกฝ่ายเป็นลูกที่ชอบธรรม) ต่อให้ผลตรวจวิทยาศาสตร์ออกมาว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องร่วมพ่อเดียวกันจริง มันก็ยังตอบไม่ได้และไม่เป็นข้อยุติอยู่ดีว่า พ่อของทั้งสองคนนี้คือ "นายสมชาย" หรือไม่

     ในทำนองเดียวกัน คำสั่งที่ให้จำเลยที่ 1 ตรวจกับจำเลยที่ 2 ว่าเป็นแม่ลูกกันจริงไหม ก็ไม่ได้ช่วยชี้ขาดประเด็นหลัก เพราะต่อให้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ก็อาจจะเป็นลูกของนายสมชายที่เกิดกับผู้หญิงคนอื่นได้เช่นกัน

     ศาลฎีกาจึงชี้ขาดว่า เมื่อคำสั่งให้ตรวจดีเอ็นเอของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่ง เป็นการสั่งตรวจในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่จะชี้ขาดผลคดีเรื่องความเป็นพ่อลูกได้อย่างแท้จริง จึงถือว่าไม่ใช่คำสั่งที่ชอบด้วยมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ตั้งแต่แรก ดังนั้น แม้คู่ความจะแสดงเจตนาไม่ยินยอมหรือไม่ไปตรวจตามคำสั่ง ก็ไม่มีผลทำให้ศาลสามารถนำข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายตามมาตรา 160 วรรคสาม มาใช้วินิจฉัยหักล้างหรือตัดสิทธิคู่ความฝ่ายนั้นได้ ศาลจึงต้องกลับไปตัดสินคดีด้วยพยานหลักฐานทั่วไปตามปกติ

     คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่เตือนสตินักกฎหมายว่า แม้มาตรา 160 วรรคสาม จะเป็นบทลงโทษที่รุนแรงต่อคนที่ไม่ยอมร่วมมือตรวจวิทยาศาสตร์ แต่บทลงโทษนี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งที่แม่นยำ ตรงประเด็น และสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีได้จริงเท่านั้น หากคำสั่งสั่งตรวจไม่ตรงจุด การปฏิเสธไม่ไปตรวจก็จะไม่ถือเป็นผลร้ายในทางคดีแต่อย่างใด

 

ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว

Visitors: 666,904