โพสต์ทวงตังค์ประจานลูกหนี้ผ่านโซเชียล
โพสต์ทวงตังค์ประจานลูกหนี้ผ่านโซเชียล
ระวังได้ไม่คุ้มเสีย อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา 

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ระบายความในใจ
เจ้าหนี้หลายคนที่เผชิญกับปัญหาลูกหนี้เบี้ยวหนี้หรือหลบหนี
มักจะเลือกใช้วิธีการโพสต์รูปภาพและข้อความประจานลงในเฟซบุ๊ก ไอจี ติกตอก
เพื่อหวังจะกดดันให้ลูกหนี้นำเงินมาคืน หรือเพื่อเตือนภัยไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อด้วยเจตนาที่ดีก็ตาม
แต่ในทางกฎหมายนั้นการกระทำเช่นนี้ถือเป็น "ดาบสองคม"
ที่อาจทำให้เจ้าหนี้กลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ดังที่ปรากฏใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567
ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ย้ำเตือนว่าการทวงหนี้ต้องกระทำผ่านกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น
เรื่องราวในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้นำภาพถ่ายของโจทก์มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก
พร้อมข้อความที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า “โจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน และเป็นคนหลอกลวง” 
ซึ่งภาพและข้อความดังกล่าวถูกโพสต์ในลักษณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่กลุ่มปิด
ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง จำเลยพยายามต่อสู้คดีว่าสิ่งที่โพสต์เป็นเรื่องจริงและเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
แต่ศาลฎีกาได้วางหลักการที่น่าสนใจไว้อย่างชัดเจน
ประเด็นทางกฎหมายที่ศาลพิจารณาคือ “การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้เขาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง”
ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
ซึ่งมาตรานี้ วางหลักไว้ว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ…”
ประกอบมาตรา 326 ที่วางหลักองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท... ”
แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์เป็นหนี้จริง แต่ศาลมองว่าหากจำเลยเห็นว่าโจทก์มีเจตนาไม่ชำระหนี้
จำเลยมีสิทธิที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายด้วยการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อบังคับหนี้ 
แต่ไม่มีสิทธิที่จะใช้วิธีประจานผ่านโซเชียลมีเดีย การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือเพื่อป้องกันส่วนได้เสียตามทำนองคลองธรรม
บทลงโทษในคดีนี้ศาลฎีกาได้สั่งแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท 
แม้ศาลจะยังให้โอกาสด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี แต่จำเลยต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี
โดยต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
ซึ่งถือเป็นภาระและความเสื่อมเสียที่เจ้าหนี้ต้องแบกรับเพียงเพราะความใจร้อนเพียงชั่วครู่ 
ดังนั้น คดีนี้จึงให้บทเรียนแก่เจ้าหนี้ว่า กฎหมายคุ้มครองสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่ว่าเขาจะเป็นหนี้เราจริงหรือไม่ก็ตาม การทวงหนี้ที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดคือ การรวบรวมพยานหลักฐานแล้วดำเนินคดีตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด
การโพสต์ประจานนอกจากจะไม่ช่วยให้ได้เงินคืนเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้เราต้องเสียเงินค่าปรับ เสียเวลาไปคุมประพฤติ หรืออาจถึงขั้นมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไปตลอดชีวิตก็เป็นได้ 


ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
ทนายใกล้ตัว








