ลูกฟ้องแม่ไม่ได้ แต่อำนาจฟ้องคนนอกยังมีอยู่ ฎีกา 625/2569

ลูกฟ้องแม่ไม่ได้ แต่อำนาจฟ้องคนนอกยังอยู่ ตีความ "คดีอุทลุม"

                  กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีบทบัญญัติมาตราหนึ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและจารีตประเพณีไทยไว้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือเรื่องของ "คดีอุทลุม" ซึ่งเป็นข้อห้ามไม่ให้ลูกฟ้องร้องบุพการีของตนเอง แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกภายในครอบครัวที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การตีความเรื่องอำนาจฟ้องจึงกลายเป็นปมกฎหมายที่ต้องแยกแยะอย่างละเอียด ดังเช่นที่ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 625/2569

                 คดีนี้เริ่มต้นจากความรักและชีวิตสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และนายสำรวย ซึ่งได้จดทะเบียนแต่งงานกันและมีบุตรด้วยกันถึง 7 คน ในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกันนั้น ทั้งคู่ได้ร่วมกันซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง แต่ในโฉนดได้ระบุชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาเพียงผู้เดียว วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งนายสำรวยผู้เป็นสามีได้ถึงแก่ความตาย ที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสจึงต้องกลายเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม

                 หลังจากบิดาเสียชีวิตได้เพียงไม่กี่เดือน เรื่องราวในครอบครัวก็เริ่มระอุขึ้น เมื่อผู้เป็นแม่ (จำเลยที่ 1) ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุตรคนหนึ่ง (จำเลยที่ 2) ไปดำเนินการขายที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก ซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 เมื่อพี่น้องอีก 3 คน (โจทก์ทั้งสาม) ทราบเรื่องและเห็นว่าที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของพ่อถูกขายออกไปโดยไม่ชอบ จึงจับมือกันยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือมอบอำนาจ สัญญาซื้อขาย รวมถึงรายการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งหมดกลับคืนมา

                คดีนี้ถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า "ลูกฟ้องแม่ไม่ได้" จนกระทั่งคดีหลั่งไหลขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูง ศาลฎีกาจึงได้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ มาเป็นหลักในการวินิจฉัย

                ศาลฎีกาชี้ขาดในส่วนแรกว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรแท้ๆ ของจำเลยที่ 1 กฎหมายจึงตัดอำนาจฟ้องในฐานะคดีอุทลุม โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องแม่ของตนเอง และในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องที่รับมอบอำนาจไปขายที่ดิน ศาลก็มองว่าเป็นการทำหน้าที่ในฐานะ "ตัวแทน" ของผู้เป็นแม่โดยตรง การฟ้องตัวแทนในลักษณะนี้จึงเท่ากับเป็นการฟ้องตัวการซึ่งเป็นบุพการีด้วยเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องทั้งแม่และพี่น้องที่ทำหน้าที่ตัวแทน

                แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานใหม่และแตกต่างจากศาลล่างทั้งสอง คือการพิจารณาไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับซื้อที่ดิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ลูกๆ ฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือตามมาตรา 1336 แม้กฎหมายจะห้ามลูกฟ้องแม่และตัวแทนของแม่ แต่ "ข้อห้ามเรื่องคดีอุทลุม" นี้ ถือเป็นเหตุส่วนตัวที่จำกัดอยู่เฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือดเท่านั้น หามีผลขยายไปคุ้มครองบุคคลภายนอกอย่างจำเลยที่ 3 ด้วยไม่

               ดังนั้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ โดยตัดสินว่าโจทก์ทั้งสามยังมีอำนาจฟ้องและมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 ต่อไปได้ และให้ศาลชั้นต้นนำคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 กลับไปพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

               คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จึงเป็นบทเรียนและแนวทางที่ชัดเจนว่า แม้กฎหมายไทยจะให้ความสำคัญกับระบบเครือญาติและจารีตประเพณีโดยการห้ามลูกฟ้องร้องพ่อแม่ตนเอง แต่เมื่อเกิดความเสียหายต่อสิทธิในทรัพย์สินและมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง กฎหมายก็ไม่ได้ปิดประตูตาย แต่ยังคงเปิดช่องให้ทายาทสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินของครอบครัวกลับคืนมาจากคนนอกได้ เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความกตัญญูตามจารีตและความยุติธรรมตามความเป็นจริง

ดูคลิปความรู้กฎหมายได้ที่ https://youtu.be/tBo7h8RQdJ0
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว ทนายใกล้ตัว Closelawyer

 

Visitors: 666,843