หลักฐานแห่งการกู้ ไม่ใช่แบบแห่งนิติกรรม จะมีก่อนหรือหลังทำสัญญากู้ก็ได้

หลักฐานแห่งการกู้ ไม่ใช่แบบแห่งนิติกรรม จะมีก่อนหรือหลังทำสัญญากู้ก็ได้
(ฎีกาที่ 11489/2554)

          หลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่า การที่เราจะถูกฟ้องร้องในคดีกู้ยืมเงินได้นั้น เจ้าหนี้จะต้องมีเอกสารที่ระบุหัวกระดาษชัดเจนว่า "สัญญากู้ยืมเงิน" ที่มีการเซ็นกันในวันที่รับเงินเท่านั้น แต่ในโลกของกฎหมาย ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปครับ ลายเซ็นเพียงครั้งเดียวบน "ใบสมัคร" อาจผูกพันคุณไปจนถึงชั้นศาลได้เลยครับ

          เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในคดีหนึ่งครับ เมื่อจำเลยได้ไปกรอกข้อมูลในแบบพิมพ์ที่เรียกว่า "ใบสมัครสินเชื่อบุคคล" ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในใบสมัครนั้นมีทั้งข้อมูลส่วนตัว วงเงินที่ต้องการ และข้อตกลงเงื่อนไขต่างๆ ครบถ้วน โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้ขอกู้ หลังจากนั้นบริษัทได้อนุมัติเงินและโอนเข้าบัญชีธนาคารตามที่จำเลยระบุไว้ แต่เมื่อถึงเวลาชำระคืน จำเลยกลับเพิกเฉยจนเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้นครับ

          ในชั้นศาลชั้นต้น ศาลได้พิพากษายกฟ้องครับ โดยให้เหตุผลว่า "ใบสมัคร" ดังกล่าวไม่ใช่ "สัญญากู้ยืม" จึงถือว่าไม่มีหลักฐานการกู้ยืมที่จะใช้ฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ท่านได้วางบรรทัดฐานที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้อย่างมากครับ

          ศาลฎีกาท่านได้พิเคราะห์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า การกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาทขึ้นไปนั้น หากจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ "ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ" ครับ

          คำว่า "หลักฐานเป็นหนังสือ" นี้เองครับที่เป็นหัวใจสำคัญ ศาลท่านวินิจฉัยว่ากฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทำในรูปแบบของสัญญากู้ยืมที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องทำขึ้นในขณะที่รับเงินกันพอดี หลักฐานนี้จะมีขึ้นก่อนหรือหลังการกู้ยืมก็ได้ ในคดีนี้การที่จำเลยเซ็นชื่อในใบสมัครถือเป็น "คำเสนอ" ขอกู้เงิน เมื่อบริษัทตกลงอนุมัติซึ่งเป็น "คำสนอง" และมีการส่งมอบเงินโดยการโอนเข้าบัญชีตาม มาตรา 650 แล้ว สัญญากู้ยืมจึงเกิดขึ้นและบริบูรณ์ทันทีครับ

          ดังนั้น ลายเซ็นของจำเลยในใบสมัครสินเชื่อที่มีข้อตกลงเรื่องการกู้ยืมอยู่ด้วย จึงกลายเป็น "หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ" ที่เพียงพอจะใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมายแล้วครับ

          บทเรียนจากคดีนี้สอนให้เรารู้ว่า ลายมือชื่อของเรามีความศักดิ์สิทธิ์และมีผลผูกพันทางกฎหมายสูงมากครับ ไม่ว่าเอกสารนั้นจะชื่อว่าใบสมัคร ใบคำขอ หรือบันทึกข้อความ หากมีรายละเอียดการกู้ยืมและเราเซ็นชื่อลงไป เมื่อมีการรับเงินจริง ลายเซ็นนั้นจะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเราทันทีครับ

          สำหรับฝั่งเจ้าหนี้เอง คดีนี้ก็ช่วยยืนยันครับว่าการเก็บรักษาใบสมัครและหลักฐานการโอนเงินที่ชัดเจน คืออาวุธสำคัญในการรักษาสิทธิทางกฎหมายของคุณครับ

 

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

Visitors: 664,170