แอบโอนที่ดิน บ้านสินสมรสให้คนอื่น ภรรยาไม่ยินยอม ฟ้องเพิกถอนได้หรือไม่
แอบโอนที่ดิน บ้านสินสมรสให้คนอื่น ภรรยาไม่ยินยอม ฟ้องเพิกถอนได้หรือไม่
ปัญหาเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ข้อพิพาทใหญ่โตได้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำ "สินสมรส" ที่หามาได้ร่วมกัน ไปยกให้บุคคลอื่นโดยเสน่หา (ให้ฟรีๆ) โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสไว้อย่างชัดเจน
1. เข้าใจหลักการ "สินสมรส" และ "ความยินยอม"
เมื่อชายหญิงจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้หลังจากนั้นจะถือเป็น "สินสมรส" ซึ่งทั้งสามีและภรรยามีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมกันคนละครึ่ง ดังนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการจะนำทรัพย์สินที่เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น ที่ดิน หรือ บ้าน ไปขาย โอน ยกให้ผู้อื่น หรือก่อภาระผูกพันใดๆ จะต้องได้รับ "ความยินยอม" จากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อนเสมอ เว้นแต่ทรัพย์สินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวที่มีมาก่อนแต่งงาน หรือได้รับมรดก/การให้โดยเสน่หามาเป็นการส่วนตัว
2. กรณีศึกษา: สามียกที่ดินสินสมรสให้ลูกเมียอื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 462/2518)
เพื่อความชัดเจน ขอยกตัวอย่างคดีที่เคยขึ้นสู่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญมากคดีหนึ่ง ข้อเท็จจริง: สามีได้นำที่ดินและห้องแถวซึ่งเป็น "สินสมรส" ระหว่างตนกับภรรยาปัจจุบัน ไปจดทะเบียนยกให้แก่ลูกของตน (ซึ่งเกิดจากภรรยาคนอื่น) โดยให้เปล่า (ให้โดยเสน่หา) และที่สำคัญคือ ไม่ได้บอกกล่าวหรือขอความยินยอมจากภรรยาปัจจุบันเลย
คำตัดสินของศาล: ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า ภรรยา (โจทก์) ย่อมมีสิทธิเรียกร้องและติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนมาเป็นของตนและกลับคืนสู่กองมรดกของสามีได้
3. ผลทางกฎหมายที่ภรรยา (หรือคู่สมรสที่ถูกละเมิดสิทธิ) ควรรู้ หากเกิดเหตุการณ์อุกอาจเช่นนี้ขึ้น ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิจะได้รับการคุ้มครองในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:
ฟ้องเพิกถอนได้ และต้อง "เพิกถอนทั้งหมด": เมื่อมีการฟ้องร้อง ศาลจะสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนนั้น และสิ่งสำคัญคือ (อ้างอิงฎีกาที่ 872/2508) การเพิกถอนการให้ต้องเพิกถอนสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินนั้น "ทั้งแปลง/ทั้งหลัง" จะขอเพิกถอนแค่ครึ่งหนึ่ง (เฉพาะส่วนที่เป็นของภรรยา) ไม่ได้ เพราะทรัพย์สินนั้นยังไม่ได้ถูกแบ่งแยกอย่างเป็นทางการ ถือว่าต้องดึงกลับมาเป็นสินสมรสร่วมกันตามเดิมทั้งหมด
คดีนี้ "ไม่มีอายุความ": นี่คือจุดที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างสูงสุด การที่ภรรยาไปฟ้องเอาที่ดินคืน กฎหมายมองว่านี่คือ "การใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์ของตนเอง" ไม่ใช่แค่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั่วไป ดังนั้น จึงไม่มีอายุความ ไม่ว่าจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด หรือภรรยาเพิ่งจะมาทราบเรื่องเมื่อใด ก็ยังมีสิทธิฟ้องติดตามเอาทรัพย์นั้นคืนได้เสมอ (ไม่นำเรื่องอายุความการบอกล้างโมฆียะกรรมทั่วไปมาใช้บังคับ)
ข้อยกเว้นเดียวที่ต้องระวัง (การครอบครองปรปักษ์): แม้คดีติดตามทรัพย์สินคืนจะไม่มีอายุความ แต่สิทธินี้อาจสูญเสียไปได้หากเข้าเงื่อนไข การครอบครองปรปักษ์ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382, 1383) นั่นคือ หากบุคคลภายนอก (ผู้รับโอน) ได้เข้าไปครอบครองที่ดินหรือบ้านหลังนั้นอย่างสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี (สำหรับอสังหาริมทรัพย์) ผู้รับโอนอาจได้กรรมสิทธิ์ไปตามกฎหมาย และเจ้าของเดิมจะหมดสิทธิติดตามเอาคืน
การเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย ย่อมมาพร้อมกับสิทธิและหน้าที่ที่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน การแอบนำสินสมรสไปยกให้คนอื่นนอกจากจะทำลายความไว้ใจแล้ว ในทางกฎหมายถือว่าไม่มีผลผูกพันหากอีกฝ่ายไม่ยินยอม คู่สมรสที่เสียสิทธิสามารถพึ่งพากระบวนการยุติธรรมเพื่อเพิกถอนการกระทำนั้นและดึงทรัพย์สินกลับคืนมาได้เสมอ (ตราบใดที่ยังไม่โดนแย่งการครอบครองปรปักษ์ไปเสียก่อน)
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว








