ร่วมกันสร้างก่อนแต่ง กฎหมายชี้เป็นกรรมสิทธิ์รวม
ร่วมกันสร้างก่อนแต่ง กฎหมายชี้เป็นกรรมสิทธิ์รวม
คำพิพากษาฎีกาที่ 97/2569
เมื่อความรักที่เคยร่วมสร้างธุรกิจมาด้วยกันต้องจบลง ปัญหาเรื่องการแบ่งทรัพย์สินมักตามมาเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาที่ 97/2569 ได้วางบรรทัดฐานว่า ในทางกฎหมายแล้ว ศาลจะตีความและมองเรื่องนี้อย่างไร
เรื่องราวในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อชายหญิงคู่หนึ่งได้ตกลงปลงใจอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2526 โดยในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกันนั้น ทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่ชีวิต แต่ยังเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกันด้วย โดยได้ร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง และเป็นนายหน้าค้าที่ดินเรื่อยมา จนกระทั่งในช่วงปี 2538 และ 2539 ฝ่ายจำเลยได้ไปทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เอาไว้ ซึ่งต่อมาที่ดินทั้งสองแปลงนี้ก็ได้โอนมาเป็นชื่อของจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาที่ทำไว้
ต่อมาเมื่อเกิดการฟ้องร้องแบ่งทรัพย์สิน ปัญหาสำคัญคือที่ดินสองแปลงนี้มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือครองเพียงคนเดียว และการได้มานั้นเกิดขึ้นก่อนที่ทั้งสองคนจะไปจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ฝ่ายโจทก์จึงฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ในขณะที่ฝ่ายจำเลยพยายามต่อสู้คดีว่าที่ดินนี้เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณา ศาลฎีกาได้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้แก้ไขปัญหา โดยพิจารณาจากพฤติกรรมและการทำมาหาได้ร่วมกันเป็นหลัก ศาลท่านมองว่า แม้ในสัญญาหรือในโฉนดที่ดินจะมีชื่อของจำเลยปรากฏอยู่เพียงคนเดียว แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งคู่ร่วมกันทำมาหากินในธุรกิจนี้มาด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้น และจำเลยเองก็ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าเอาเงินส่วนตัวจากไหนมาปล่อยกู้ กฎหมายจึงถือว่าเงินที่นำไปให้กู้ยืมจนนำไปสู่การรับจำนองที่ดินนั้น เป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงที่ทั้งสองคนร่วมกันสร้างมา การที่จำเลยไปทำสัญญาเพียงคนเดียว จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของโจทก์ด้วย
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้อธิบายข้อกฎหมายที่หลายคนมักเข้าใจผิดไว้อย่างลึกซึ้งว่า แม้ในตอนแรกที่ดินสองแปลงนี้จะยังไม่ได้ตกเป็นของจำเลยทันที เพราะอยู่ในสถานะทรัพย์สินที่นำมาจำนอง แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ก็มีสิทธิเต็มที่ตามสัญญาในการบังคับชำระหนี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสองแปลงนี้มาในภายหลัง ซึ่งมีที่มาจากมูลหนี้ที่ร่วมกันทำมาหากับโจทก์ ที่ดินนี้จึงต้องตกเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา หรือที่กฎหมายเรียกว่า "กรรมสิทธิ์รวม"
บทสรุปของคดีนี้จึงอยู่ที่การตีความเรื่องสถานะของทรัพย์สิน โดยศาลฎีกาชี้ขาดว่า ทรัพย์สินใดๆ ก็ตามที่ชายหญิงทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันโดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองคนทันทีตามสัดส่วนที่ร่วมกันสร้างมา คนละเท่าๆกัน และแม้ว่าในเวลาต่อมา ทั้งสองคนจะพากันไปจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผลของการจดทะเบียนสมรสก็ไม่สามารถย้อนหลังไปเปลี่ยนให้ "กรรมสิทธิ์รวม" ที่ได้มาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน กลายสภาพไปเป็น "สินสมรส" ได้แต่อย่างใด
คำพิพากษาฎีกานี้จึงเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนเป็นคู่ชีวิตและหุ้นส่วนได้ดีว่า กฎหมายไม่ได้ดูเพียงแค่ชื่อที่ตราไว้ในโฉนดหรือสัญญาเป็นสำคัญ แต่ศาลจะมองลึกลงไปถึงความจริงใจ พฤติกรรม และเจตนาในการสร้างฐานะร่วมกันเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว








