เมื่อการร่วมประเวณีไม่ใช่หน้าที่ แต่คือการทารุณกรรมจิตใจ
เมื่อการร่วมประเวณีไม่ใช่หน้าที่ แต่คือการทารุณกรรมจิตใจ (คำพิพากษาฎีกาที่ 302/2559)
หลายครั้งที่เรามักจะได้ยินความเชื่อต่อๆ กันมาว่า "เมื่อแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันแล้ว การร่วมประเวณีถือเป็นหน้าที่ที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะปฏิเสธไม่ได้" แต่ในความเป็นจริงของโลกกฎหมายนั้น คำว่า "หน้าที่" มีขอบเขตที่ชัดเจน และไม่สามารถอยู่เหนือ "สิทธิในร่างกายและจิตใจ" ได้ครับ
ในคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 302/2559 นี้ เป็นเรื่องราวการต่อสู้คดีของภริยาที่ต้องทนทุกข์ทรมานมานานกว่า 20 ปี โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตลอดระยะเวลาที่อยู่กินกันมา สามีมักจะบังคับให้มีการร่วมประเวณีแทบทุกวัน โดยไม่คำนึงถึงความพร้อมหรือความสมัครใจของฝ่ายหญิงเลยครับ
พฤติกรรมที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งของคำว่าครอบครัว สิ่งที่ทำให้คดีนี้มีความพิเศษและสะท้อนถึงปัญหาทางจิตใจอย่างรุนแรง คือวิธีการที่ฝ่ายชายใช้บังคับครับ ในช่วงที่ลูกๆ ยังเป็นผู้เยาว์ หากฝ่ายหญิงไม่ยินยอมร่วมประเวณี ฝ่ายชายจะใช้วิธีเรียกตัวลูกๆ มานั่งฟังคำด่าทอฝ่ายหญิง จนฝ่ายหญิงจำใจต้องยอมตามความต้องการ เพื่อให้ลูกได้ไปพักผ่อนนอนหลับ พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เพียงการบังคับทางร่างกาย แต่เป็นการใช้ "ลูก" เป็นเครื่องมือในการกดดันทางจิตใจครับ
นอกจากนี้ เมื่อปลายปี 2556 ฝ่ายหญิงล้มป่วยด้วยอาการมดลูกอักเสบ ซึ่งฝ่ายชายก็ทราบเรื่องนี้ดี แต่ยังคงฝืนบังคับร่วมประเวณีอยู่เช่นเดิม จนฝ่ายหญิงทนไม่ไหวต้องหนีออกจากบ้านไปหลายครั้ง แม้จะมีการเจรจาขอให้กลับมาโดยสัญญาว่าจะไม่ทำพฤติกรรมเดิมอีก แต่ฝ่ายชายก็ยังคงผิดสัญญาครับ
คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและบทบัญญัติกฎหมาย ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างน่าสนใจครับว่า แม้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ซึ่งรวมถึงการร่วมประเวณีด้วยก็จริง แต่การกระทำดังกล่าวต้องเกิดจาก "ความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย" หากฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม อีกฝ่ายจะบังคับหาได้ไม่
ศาลจึงวินิจฉัยว่าพฤติกรรมของฝ่ายชายเข้าข่ายเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย ดังนี้ครับ
- มาตรา 1516 (3): ถือเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง
- มาตรา 1516 (6): ถือเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จนถึงขนาดที่อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควรเมื่อต้องอยู่กินเป็นสามีภริยากันต่อไป
บทเรียนเรื่อง "ค่าทดแทน" ที่ต้องระวัง ประเด็นที่น่าเสียดายในคดีนี้คือ ฝ่ายหญิงได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ฝ่ายชายชำระค่าทดแทนตาม มาตรา 1525 มาด้วย แต่ศาลไม่สามารถพิพากษาให้ได้ครับ เนื่องจากในคำฟ้องไม่ได้บรรยายรายละเอียดว่าควรได้รับค่าทดแทนเป็นจำนวนเท่าใด และไม่ได้มีการเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้มาให้ถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะฟ้องร้องว่า "คำฟ้องที่สมบูรณ์" มีความสำคัญไม่แพ้ข้อเท็จจริงในคดีครับ
คดีนี้ย้ำเตือนให้เห็นว่า กฎหมายครอบครัวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความสมัครใจเป็นที่ตั้งครับ การใช้ชีวิตคู่ไม่ใช่การตกเป็นทาสของอีกฝ่าย และความรักไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทารุณกรรมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจก็ตามครับ
หากคุณกำลังประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน หรือมีความกังวลเรื่องการจัดการสินสมรสและการฟ้องหย่า อย่าเก็บความทุกข์ไว้เพียงลำพังนะครับ การปรึกษาทนายความเพื่อหาทางออกที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยคุ้มครองสิทธิที่คุณพึงมีได้อย่างดีที่สุดครับ
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว








