รถคันเดียวแต่หลายคนอ้างสิทธิ สิทธิใครดีกว่า

รถคันเดียวแต่หลายคนอ้างสิทธิ สิทธิใครดีกว่า

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247/2533)

          การซื้อขายรถยนต์มือสอง หรือการซื้อรถผ่านตัวแทนและเต็นท์รถต่างๆ บางครั้งก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงที่เราอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะปัญหาคลาสสิกอย่างเรื่องการขายซ้อน หรือการที่เจ้าของรถนำรถคันเดียวกันไปขายให้แก่คนสองคนในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งผู้ซื้อทั้งสองฝ่ายต่างก็จ่ายเงินซื้อมาด้วยความสุจริตใจ คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ในเมื่อมีรถยนต์เพียงแค่คันเดียว บุคคลใดกันแน่ที่จะเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายดีกว่ากัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247/2533 ได้วางบรรทัดฐานและให้คำตอบในเรื่องนี้ไว้

          ข้อเท็จจริงในคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อคนที่ 1 ได้ไปพบรถยนต์จอดขายอยู่ที่อู่แห่งหนึ่ง จึงตกลงทำสัญญาซื้อขายกับผู้จัดการอู่ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของเจ้าของรถ โจทก์ได้ชำระเงินดาวน์ไปส่วนหนึ่งและผ่อนชำระส่วนที่เหลือจนครบถ้วน โดยสิ่งสำคัญคือโจทก์ได้รับมอบรถยนต์คันดังกล่าวมาขับและครอบครองไว้ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา แต่ปัญหามาเกิดขึ้นเมื่อโจทก์จ่ายเงินครบแล้ว ผู้จัดการอู่กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปทำเรื่องโอนชื่อในเล่มทะเบียนให้เสียทีและหลบหนีไปในที่สุด

          เมื่อโจทก์ไปติดตามทวงถามความจริงจากเจ้าของรถตัวจริง จึงได้พบข้อเท็จจริงว่าเจ้าของรถได้นำรถคันเดียวกันนี้ไปทำสัญญาขายให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ซื้อคนที่ 2 ไปแล้ว และผู้ซื้อคนที่ 2 ก็ได้นำรถไปเข้าไฟแนนซ์เพื่อให้บุคคลอื่นเช่าซื้อต่ออีกทอดหนึ่ง โจทก์จึงต้องนำเรื่องขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาของผู้ซื้อคนที่ 2 และสั่งให้ดำเนินการโอนทะเบียนรถมาเป็นชื่อของตน

          คดีนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะทั้งโจทก์และผู้ซื้อคนที่ 2 ต่างก็ต่อสู้ในชั้นศาลว่าตนเองได้จ่ายเงินซื้อรถมาอย่างถูกต้องและสุจริตด้วยกันทั้งคู่ ปัญหาที่ศาลต้องชี้ขาดคือ ในกรณีที่มีบุคคลหลายคนอ้างสิทธิเรียกร้องเอาสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ได้อย่างรถยนต์ชิ้นเดียวกัน โดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ที่ต่างคนต่างซื้อมา กฎหมายจะให้ความคุ้มครองแก่ใคร ศาลฎีกาได้นำหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1303 มาปรับใช้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินคดี โดยกฎหมายมาตรานี้วางหลักไว้ว่า หากบุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกัน ให้บุคคลที่ทรัพย์สินตกอยู่ในความครอบครอง โดยได้ทรัพย์นั้นมาโดยมีค่าตอบแทนและได้การครอบครองโดยสุจริต เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าบุคคลอื่น

          เมื่อนำหลักกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ได้จ่ายเงินซื้อรถมาโดยสุจริตและเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันพิพาทไว้จริง ในขณะที่ผู้ซื้อคนที่ 2 แม้จะรับซื้อรถไว้โดยสุจริตและจ่ายเงินไปแล้วเช่นเดียวกัน แต่มิได้เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวเนื่องจากรถอยู่กับโจทก์มาโดยตลอด เมื่อรถยนต์ตกอยู่ในความครอบครองของโจทก์ และโจทก์ได้รถมาโดยเสียค่าตอบแทนอย่างสุจริต โจทก์จึงเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าผู้ซื้อคนที่ 2 และมีคำสั่งให้ดำเนินการโอนเล่มทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้เป็นชื่อของโจทก์ในที่สุด

          คำพิพากษาคดีนี้จึงให้บทเรียนที่สำคัญยิ่งสำหรับการซื้อขายรถยนต์ว่า ในการตกลงซื้อรถ เมื่อชำระเงินและทำสัญญาแล้ว ผู้ซื้อจะต้องนำรถมาไว้ในความครอบครองของตนเองทันที อย่าปล่อยรถทิ้งไว้ที่อู่หรือเต็นท์รถอย่างเด็ดขาด เพราะหากเกิดกรณีผู้ขายนำรถไปขายซ้อนให้แก่บุคคลอื่น กฎหมายจะให้ความคุ้มครองบุคคลที่ครอบครองทรัพย์นั้นเป็นหลัก

          นอกจากนี้ คดีนี้ยังชี้ให้เห็นว่าชื่อในทะเบียนรถไม่ใช่ตัวชี้วัดกรรมสิทธิ์เสมอไป หากมีการซื้อขายและส่งมอบทรัพย์สินกันอย่างถูกต้อง ผู้ซื้อย่อมมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้นแล้ว แม้จะยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียนก็ตาม

ปรึกษากฎหมายโทร

ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954

หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi

หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z

สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn

หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap

www.closelawyer.co.th

ทนายใกล้ตัว

 

 

 

Visitors: 665,168