ข้อตกลงแบ่งไม้ไม่ลงตัว จะเป็นลักทรัพย์ หรือ ผิดสัญญาทางแพ่ง กันแน่
ข้อตกลงแบ่งไม้ไม่ลงตัว จะเป็นลักทรัพย์ หรือ ผิดสัญญาทางแพ่ง กันแน่ ?
ปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินระหว่างคนรู้จักที่เคยมีข้อตกลงร่วมกันมักจะจบลงด้วยการฟ้องร้องในข้อหาลักทรัพย์เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับโทษทางอาญา แต่ในทางกฎหมายนั้นไม่ใช่ทุกการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปจะกลายเป็นคดีอาญาเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเอาไปนั้นมีที่มาจากข้อตกลงหรือความยินยอมบางอย่างต่อกัน ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4548/2558 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานในเรื่องเส้นแบ่งระหว่างคดีอาญากับคดีแพ่ง
หลักกฎหมายพื้นฐานของความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 วางหลักไว้ว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์” จากมาตรานี้กฎหมายได้กำหนดองค์ประกอบสำคัญไว้ว่า ผู้กระทำต้องมีเจตนาทุจริตและมีการแย่งการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นไปในลักษณะที่ต้องการตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโดยเด็ดขาด หากการครอบครองทรัพย์นั้นได้มาโดยความยินยอมหรือมีสัญญาต่อกันตั้งแต่ต้น การจะเอาผิดในทางอาญาจึงทำได้ยาก เพราะขาดมูลเหตุจูงใจหรือเจตนาพิเศษในการเอาไปเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ในคดีนี้โจทก์ร่วมต้องการตัดไม้ยางพาราในที่ดินของตนเอง เพื่อนำไม้มาสร้างบ้านให้ลูกชาย แต่ไม่มีทุนทรัพย์ในการจ้างช่างมาเลื่อยไม้ จึงไปปรึกษาจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการเพื่อให้ช่วยดำเนินการขออนุญาตตัดไม้และแปรรูปไม้ให้ โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นว่าจะแบ่งไม้ยางพาราที่ได้จากการแปรรูปกันภายหลัง ต่อมาเมื่อจำเลยได้ดำเนินการตัดไม้ยางพาราและชักลากไม้ไปแปรรูปในที่ดินของจำเลยแล้ว กลับเกิดข้อขัดแย้งกันเรื่องการแบ่งไม้ที่ไม่ลงตัว จนนำไปสู่การฟ้องร้องในข้อหาลักทรัพย์เพื่อเรียกให้จำเลยคืนไม้หรือชดใช้ราคาเงินหลักแสนบาท
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปตัดต้นไม้และนำไม้ไปนั้นเป็นการกระทำที่อาศัยสิทธิตามข้อตกลงที่มีต่อโจทก์ร่วมมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การแอบเข้าไปแย่งการครอบครองหรือตัดกรรมสิทธิ์โดยทุจริตโดยที่เจ้าของไม่รู้เห็น แม้ภายหลังจะมีปัญหาเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ แต่นั่นถือเป็นข้อโต้แย้งสิทธิในทางแพ่งที่คู่สัญญาจะต้องไปว่ากล่าวฟ้องร้องกันเองในฐานผิดสัญญาหรือเรียกร้องทรัพย์คืน ไม่ใช่เรื่องที่จะลงโทษจำเลยในทางอาญาฐานลักทรัพย์ได้
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การลักทรัพย์ต้องมีการแย่งการครอบครองโดยไม่มีอำนาจหรือความยินยอม เพราะหากมีการตกลงหรือยินยอมให้เอาไปจัดการได้ตั้งแต่ต้น ก็จะขาดองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ทันที ส่วนปัญหาข้อพิพาทเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวตามสัญญาเป็นเพียงเรื่องทางแพ่งเรื่องหนึ่ง ที่ต้องฟ้องเรียกเงินหรือของคืนเท่านั้น ฉะนั้นแล้ว การฟ้องคดีอาญาเพื่อกดดันในเรื่องหนี้สินหรือข้อตกลงมักจะไม่ประสบความสำเร็จหากจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มาจากการยินยอมต่อกัน ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจฟ้องร้องคู่สัญญาในข้อหาลักทรัพย์ อันเป็นความผิดในทางอาญา ควรพิจารณาให้รอบคอบว่ามีเจตนาทุจริตแฝงอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้กันแน่
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
www.closelawyer.co.th
ทนายใกล้ตัว








