เอารถเช่าซื้อไปจำนำโดยผู้เช่าซื้อไม่รู้ ผู้เช่าซื้อจะฟ้องเอาทรัพย์คืนได้หรือไม่

เอารถเช่าซื้อไปจำนำโดยผู้เช่าซื้อไม่รู้ ผู้เช่าซื้อจะฟ้องเอาทรัพย์คืนได้หรือไม่ ?

          การเช่าซื้อนั้น เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า ผู้เช่าซื้อไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เช่าซื้อนั้น จะได้กรรมสิทธิ์ก็ต่อเมื่อได้ชำระราคา หรือชำระค่าเช่าซื้อจนครบทุกงวดแล้ว ในคดีที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องของการเช่าซื้อรถยนต์ในนามลูกเพื่อให้พ่อแม่ได้ใช้งานเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป  ในสังคมไทย แต่ปัญหาที่น่าปวดหัวมักเกิดขึ้นเมื่อคนใช้งานแอบนำรถไปจำนำเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายส่วนตัว โดยที่เจ้าของชื่อในสัญญาเช่าซื้อไม่ทราบเรื่อง เมื่อลูกในฐานะผู้เช่าซื้อต้องการรถคืนเพื่อส่งมอบคืนให้บริษัทไฟแนนซ์ จึงเกิดข้อสงสัยว่าลูกจะสามารถฟ้องร้องทวงรถคืนจากผู้รับจำนำได้โดยตรงหรือไม่ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2568 ได้วินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องไว้อย่างน่าสนใจ
         ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีอยู่ว่า ลูกชายเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับ บริษัท A และมีแม่เป็นผู้ค้ำประกัน โดยแม่เป็นผู้ใช้และครอบครองรถ พร้อมทั้งช่วยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ โดยลูกชายก็ได้มอบการครอบครองและสิทธิในการใช้รถให้เป็นสิทธิขาดของแม่แล้ว ต่อมาแม่ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจำนำกับบุคคลภายนอกเพื่อประกันหนี้เงินกู้ไปเล่นการพนัน โดยลูกชายไม่ทราบเรื่อง จนกระทั่งลูกชายถูกบริษัทไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาและฟ้องร้องให้ส่งมอบรถคืน ลูกชายจึงตัดสินใจฟ้องผู้รับจำนำเพื่อให้ส่งมอบรถคืนโดยอ้างว่าจะนำเงินไปไถ่ถอนในยอดที่ตนเองเข้าใจ แต่ผู้รับจำนำปฏิเสธไม่ให้ไถ่ถอน สุดท้ายศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้ยกฟ้องโดยให้เหตุผลสำคัญอยู่สองประการ
ประการแรกคือ เรื่องของสถานะคู่สัญญาในสัญญาจำนำ ศาลมองว่าการจำนำรถยนต์เป็นนิติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างแม่กับผู้รับจำนำโดยตรง เมื่อลูกชายไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาจำนำฉบับนี้ ลูกชายจึงไม่มีสิทธิที่จะอ้างสิทธิตามสัญญาเพื่อขอไถ่รถคืนได้ด้วยตนเอง และเมื่อแม่ไม่ได้มอบอำนาจให้ลูกชายมาดำเนินการไถ่ถอนหรือฟ้องคดีแทน พฤติการณ์ของลูกชายจึงขาดนิติสัมพันธ์ของสัญญาจำนำ คือ ไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาจำนำในทางกฎหมายเลย
        ประการที่สองคือ เรื่องสิทธิในตัวทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการฟ้องคดี กฎหมายมองว่าในระหว่างที่สัญญายังอยู่ในช่วงเช่าซื้อ เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของรถที่แท้จริง คือบริษัทไฟแนนซ์ (บริษัท A) ส่วนลูกชายมีสถานะเป็นเพียงผู้เช่าซื้อที่มีสิทธิครอบครองใช้สอยเท่านั้น เมื่อลูกชายมอบสิทธิการครอบครองและการใช้รถให้แก่แม่ไปอย่างเด็ดขาดแล้ว และตนเองก็ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ ลูกชายจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไปติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เหมือนที่เจ้าของทรัพย์สินตัวจริงจะพึงทำได้ ซึ่งมาตรา 1336 วางหลักว่า
          “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอย...กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้...”
           ดังนั้น คดีเรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับผู้เช่าซื้อว่า การมอบรถให้ผู้อื่นไปใช้งานนั้นมีความเสี่ยงที่อาจควบคุมไม่ได้ในทางกฎหมาย เพราะหากเกิดการนำรถไปจำนำต่อในลักษณะนี้ เจ้าของชื่อในสัญญาเช่าซื้ออาจไม่มีอำนาจฟ้องทวงรถคืนจากผู้รับจำนำได้โดยตรง เนื่องจากขาดทั้งสถานะความเป็นคู่สัญญาและสถานะความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งทำให้การติดตามรถคืนกลับมาส่งมอบให้ไฟแนนซ์ทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้นและอาจต้องรับผิดชอบในส่วนต่างราคาแทนด้วย

ดูคลิปความรู้กฎหมายได้ที่ https://youtu.be/apKgCfhF5nA
ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
ทนายใกล้ตัว
Visitors: 662,618