google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

เซ็นชื่อแทนกัน แม้เจ้าของลายเซ็นจะยินยอมก็เป็นการปลอมลายมือชื่อ

         การลงชื่อบุคคลอื่นลงในเอกสารนั้น ไม่มีกฎหมายไทยให้สิทธิบุคคลใดๆกระทำการแทนกันได้ โดยหากมีการมอบหมายให้กระทำการแทนนั้น บุคคลก็จะต้องทำการมอบอำนาจต่อกันไป ซึ่งจะทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็แล้วแต่กรณี หากการที่มอบหมายให้กระทำไปนั้นต้องทำเป็นหนังสือ การมอบอำนาจก็ต้องมีหนังสือมอบอำนาจด้วย เช่น มอบอำนาจให้ไปโอนที่ดิน หรือมอบอำนาจให้ทำสัญญาแทน แต่ถ้ามอบอำนาจไปทำในสิ่งที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ เช่น ให้ไปซื้อกับข้าวแทน หรือใช้ไปชำระหนี้แทน แบบนี้ก็ไม่ต้องมอบอำนาจเป็นหนังสือเช่นกัน

ซึ่งในการมอบอำนาจนี้ ผู้รับมอบอำนาจก็ต้องลงชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจเอง ไม่ใช่ปลอมลายเซ็นหรือเซ็นแทนผู้มอบอำนาจ และหากมีการปลอมหรือเซ็นแทนผู้มอบอำนาจ ก็ย่อมเป็นการปลอมเอกสาร ไม่ว่าผู้มอบอำนาจจะยินยอมให้ปลอมหรือไม่ก็ตาม

          อย่างไรก็ดี แม้เรื่องดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นการปลอมเอกสาร แต่การจะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารต้องเป็นการปลอมในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายด้วย เมื่อมีการยินยอมให้ลงชื่อแทน แม้จะเป็นการปลอมเอกสาร แต่ก็ไม่ใช่การปลอมที่จะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ผู้ลงชื่อแทนก็ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารเช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2517 ลายมือชื่อนั้นไม่มีกฎหมายให้เซ็นแทนกันได้ แม้จะมอบอำนาจก็เซ็นแทนไม่ได้ จำเลยเซ็นชื่อสามีจำเลยลงในสัญญามัดจำซื้อขายที่ดินจึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอม แต่ความผิดฐานปลอมเอกสารนั้นจะต้องมีลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อผู้เสียหายรู้จักชื่อและตัวสามีจำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินตลอดจนจำเลยซึ่งเป็นภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ยังได้สมัครใจเข้าทำสัญญากับจำเลยและรู้เห็นว่าจำเลยได้ลงชื่อสามีจำเลยในช่องผู้ให้สัญญาตอนทำสัญญานั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายมิได้หลงผิดหรือหลงเชื่อ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหายตามกฎหมายสามีจำเลยก็ไม่เสียหายเพราะเป็นผู้มอบอำนาจให้จำเลยไว้ จำเลยจึงไม่มีความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2557 การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้ ล.จะอนุญาตหรือให้ความยินยอม และเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบันทึกแนะนำให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ในเอกสารหมาย จ. 2 ถึง จ. 4 จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร แต่ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและความผิดฐานปลอมเอกสารนี้จะต้องได้ความด้วยว่าอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่ เมื่อได้ความจากโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อโอนลอยในคำร้องโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความอย่างไร แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมพอใจในราคาค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าเสียมากกว่า หาใช่มีข้อตกลงโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเจาะจงแต่อย่างใดไม่ สอดคล้องกับที่ ส. เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสตึก พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับคำร้องโอนสิทธิการเช่าเบิกความว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่ ล. ทั้งใบเสร็จรับเงินค่าคำร้องโอนสิทธิการเช่าอาคารตามเอกสารหมาย จ. 5 ก็ระบุว่าได้รับเงินจาก ล. จากพฤติการณ์ดังกล่าวโจทก์ร่วมและเทศบาลตำบลสตึกไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหาย

BY- ทนายวรทัศน์ โฉมสิน ปรึกษากฎหมายโทร 095-9567735 , 080-3955536 , 02-0749954 หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

เพิ่มฉันเป็นเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 203,681