ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จะลงโทษคนกระทำความผิดได้หรือไม่

ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  จะลงโทษคนกระทำความผิดได้หรือไม่

การลงโทษบุคคลกฎหมายอาญาต้องบัญญัติให้ชัดเจน จะใช้กฎหมายจารีตประเพณี และกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง (analogy) มาลงโทษไม่ได้ อีกทั้ง กรณีกำหนดหรือขยายบทกฎหมายอาญาที่มีอยู่แล้ว รวมตลอดถึงห้ามใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในทางเพิ่มโทษ คือ หากกรณีใดที่มีกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแล้ว ในกรณีนั้นก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยเสมอ   การใช้ และการตีความตามกฎหมายอาญาจึงแตกต่างจากการใช้ และการตีความตามกฎหมายตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า“กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ” ส่วนมาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป” ดังนั้น หากพิจารณาการตีความตามกฎหมายแพ่งจะเห็นได้ว่า ประการแรกต้องตีความตามตัวอักษร หรือความมุ่งหมายของมาตรานั้นก่อน ต่อจากนั้นหากไม่สามารถนำมาตรานั้นมาพิจารณาตามตัวอักษรได้ จึงใช้จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ให้ใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ และประการสุดท้ายก็ให้สามารถวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้ และการตีความตามกฎหมายอาญาต้องตีความตามลายลักษณ์อักษรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ได้บัญญัติไว้อนึ่ง หลักการตีความกฎหมายอาญาต้องเคร่งครัด โดยจะอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง มาใช้ให้เป็นผลร้ายมิได้ ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ได้อ้างอิงตามงานเขียนของศาสตราจารย์เอกูต์ ที่ว่า “บทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญาซึ่งกำหนดความผิด หรือบัญญัติโทษไว้จะต้องใช้บังคับตามตัวอักษรจะลงโทษบุคคลเพราะได้กระทำการอันคล้ายคลึงกันกับที่ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้นั้นไม่ได้”

นอกจากนี้ การกำหนดความผิดทางอาญา และโทษทางอาญาไว้เพื่อให้สิทธิผู้เสียหายโดยนิตินัยสามารถดำเนินการใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เรียกว่า ผู้เสียหายที่แท้จริง ซึ่งการพิจารณาว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงต้องพิจารณาว่า การกระทำที่กล่าวหานั้นในขณะที่ถูกกระทำนั้นกฎหมายบัญญัติไว้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทางอาญา กำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดเท่านั้น ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำนั้นและไม่มีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ก่อให้เกิดความผิดนั้นด้วย

กรณีไม่มีกฎหมาย “บัญญัติเป็นความผิด” ได้แก่ ตัวอย่างกรณี การปลูก “พืชกระท่อม” เพื่อรับประทานใช้สำหรับปรุงอาหารหรือดื่มกินในครัวเรือน ไม่ถือว่าเป็นความผิด เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นยาเสพติดให้โทษอีกต่อไป แต่ถ้านำไปแปรรูปโดยต้มเพื่อการพาณิชย์ ถือว่าผิดกฎหมายซึ่งจะมีกฎหมายหลายฉบับที่บัญญัติเป็นความผิดกรณีใช้พืชกระท่อมเพื่อนำไปขายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตัวอย่างกรณี การวางเพลิงเผาทรัพย์ตามมาตรา 217 การวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น เป็นความผิด ไม่มีข้อความว่า หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงตีความคำว่า ทรัพย์ของผู้อื่น ให้รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่3643/2526)

หากมีกฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ก็ต้องแปล ตีความกฎหมายนั้นโดยเคร่งครัดศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ ได้อธิบายถึงคำว่า “บัญญัติเป็นความผิด” ตามมาตรา 2 วรรคหนึ่ง กฎหมายต้องบัญญัติให้ชัดเจนแน่นอน ปราศจากความคลุมเครือ เพราะว่าประชาชนจะได้รู้ล่วงหน้าว่าจะกระทำการอย่างใด หรือไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นความผิดกฎหมายอาญานั้น เช่น ตามมาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น เป็นบทกฎหมายที่มีความชัดเจน แน่นอน ว่าผู้กระทำต้องไม่ฆ่าคนตาย มิฉะนั้นต้องระวางโทษอาญาสูงถึงประหารชีวิตได้

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับ มาตรา 64 “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้” ซึ่งป้องกันไม่ให้ประชาชนอ้าง เป็นข้อแก้ตัวเพราะว่ากฎหมายได้บัญญัติไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรในปัจจุบันประมวลกฎหมายเสพติด พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 ธันวาคมพ.ศ. 2564 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิด และโทษทางอาญาไว้ชัดเจน ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ปรับใช้มาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเช่นกัน ทั้งนี้ การกำหนดนิยามความหมายของคำว่า “ยาเสพติด” “ยาเสพติดให้โทษ” “ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด”“ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาการบังคับใช้กฎหมายนี้ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยมีคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและมีผู้ต้องขังในเรือนจำมาก จึงจำเป็นต้องรวบรวมกฎหมาย ปรับแก้ไขกฎหมายให้เกิดความทันสมัยสอดคล้องกับปัจจุบัน

ดังนั้น การบัญญัติความผิดและโทษทางอาญา ควรต้องมีการบัญญัติให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อป้องกันการตีความกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกฎหมายอาญาได้บัญญัติความหมายของคำว่า “กระทำชำเรา” ให้ชัดเจนในมาตรา 1 (18) หรือก่อนหน้านี้ที่บัญญัติความหมายของคำว่า “สื่อลามกอนาจารเด็ก” ให้ชัดเจนเช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539 โทรศัพท์มือถือเป็นทรัพย์ แต่สัญญาณโทรศัพท์ ไม่ใช่ทรัพย์ การนำโทรศัพท์มือถือมาปรับจูนและก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์แล้วใช้รับส่งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่ใช่การลักทรัพย์ เป็นเพียงการรับส่งวิทยุคมนาคมโดยอาศัยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหาย หรือเป็นการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธิ เป็นเพียงความผิดฐานทำ มี และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 เท่านั้น

ปรึกษากฎหมายโทร
ได้ที่ 080-9193691 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer
สาขาเชียงใหม่ โทร 080-3955536 แอดไลน์ @cly.cmi
หรือ คลิก https://lin.ee/w7Ikc1z
สาขาขอนแก่น โทร 095-9567735 แอดไลน์ @cly.kkn
หรือ คลิก https://lin.ee/vbQlVcap
ทนายใกล้ตัว
5d7Cr3mZUt

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 654,355