google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

ห้ามลูกจ้างทำงานในลักษณะแข่งขันกับนายจ้าง!!

 

ข้อตกลงหรือสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานในลักษณะแข่งขันกับนายจ้าง เปรียบเสมือนเครื่องพันธนาการอย่างหนึ่งสำหรับลูกจ้างที่ยังคงต้องมีหน้าที่ผูกพันอยู่กับนายจ้างทั้งที่สัญญาจ้างได้สิ้นสุดแล้ว แม้ว่าสัญญาจ้างจะเกิดจากหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แต่สัญญาจ้างแรงงานก็มักทำโดยฝ่ายนายจ้าง ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่ามักทำสัญญาจ้างในลักษณะที่เอาเปรียบลูกจ้าง โดยการทำข้อตกลงห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบุคคลอื่นหลังสิ้นสุดสัญญาจ้าง เพื่อวัตถุประสงค์ ในการรักษาผลประโยชน์ ตลอดจนความลับทางการค้าในทางธุรกิจของตน นายจ้าง ไม่ต้องการให้ลูกจ้างนำข้อมูลของตนไปต่อยอดกับนายจ้างใหม่ ซึ่งข้อตกลงหรือสัญญาห้ามลูกจ้างทำงานในลักษณะแข่งขันกับนายจ้างนี้ ส่งผลให้ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อน กล่าวคือ ลูกจ้างไม่สามารถประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ในระหว่างระยะเวลาที่ถูกห้าม

แม้ว่าประเทศไทยจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1 ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณา ตรวจสอบ สัญญาจ้างแรงงาน ข้อบังคับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลใช้อำนาจในการวินิจฉัยให้สัญญาใช้ได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมก็ตาม

แต่มาตรการดังกล่าวก็เป็นแต่เพียงให้อำนาจศาลในการวินิจฉัยผลบังคับของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือเยียวยาหรือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างที่ถูกนายจ้างห้ามมิให้ทำงานในลักษณะแข่งขันกับนายจ้างหลังสิ้นสุดสัญญาจ้างได้

โดยในประเทศไทย มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อสัญญาการห้ามลูกจ้างทำงานในลักษณะแข่งขันกับนายจ้าง ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งกำหนดให้ข้อสัญญาหรือข้อตกลงการห้ามประกอบอาชีพหรือห้ามประกอบกิจการ ที่อาจสามารถใช้บังคับได้หากการห้ามดังกล่าวมีลักษณะ

(1) ไม่เป็นโมฆะ เช่น ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ใช่การห้ามประกอบอาชีพหรือกิจการโดยเด็ดขาดจนไม่อาจมีรายได้เพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้

(2) ไม่ทำให้ผู้ถูกห้ามต้องรับภาระการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติจากการเข้าทำสัญญานั้น

(3) การห้ามนั้นเป็นธรรมและสมควรแก่กรณี

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 1275/2543

ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กำหนดว่า ในระหว่างการจ้างงาน หรือภายใน 5 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จำเลยจะต้องไม่ทำงานให้แก่บริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ หรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ ซึ่งครอบคลุมถึงประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม ประเทศกัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเมียนมา(พม่า) เกี่ยวกับกิจการขนย้ายของตามบ้านฯ เป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพแข่งขันกับโจทก์ โดยจำกัดประเภทของธุรกิจไว้อย่างชัดเจน มิได้ห้ามประกอบอาชีพปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาด จนไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ

 

คำพิพากษาฎีกาที่2169/2557

ข้อตกลงในการห้ามจำเลย ทำงานให้คู่แข่ง หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์นั้น เป็นข้อตกลงในการจำกัดสิทธิของจำเลย จึงต้องตีความในข้อตกลงดังกล่าวโดยเคร่งครัด

เมื่อเงื่อนไขในข้อตกลงนั้นเป็นการห้ามมิให้ประกอบกิจการ หรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการใดๆ

ดังนั้น การที่จำเลยเข้าไปเป็นเพียงลูกจ้างของบริษัท ซ. แม้บริษัทที่เป็นนายจ้างใหม่ของจำเลย จะเป็นบริษัทที่แข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการ หรือเข้าร่วมในการประกอบกิจการ อันเป็นการแข่งขันกับธุรกิจของโจทก์ด้วยตนเอง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญา


ปรึกษากฎหมายโทร 080-9193691 , 02-0749954 หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

เพิ่มฉันเป็นเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 364,398