google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

ตกทอง เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

"ตกทอง" เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

แก๊งตกทอง เป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำมาหากินโดยวิธี แกล้งทำสร้อยทองคำ (ปลอม) ตกอยู่ตามย่านชุมชน หรือตลาด ทำทีเป็นว่าพบพร้อมเหยื่อที่เล็งไว้ จำเป็นต้องเอาทองคำมาแบ่งกัน แต่ไม่มีเวลานำไปขาย จึงแนะนำให้เหยื่อ ถอดเครื่องประดับหรือเงิน ซึ่งดูแล้วน่าจะน้อยกว่าทองคำที่พบเจอหลายเท่ามาให้มิจฉาชีพ กว่าจะรู้ว่าเป็นทองปลอม มิจฉาชีพก็หายตัวพร้อมเครื่องประดับหรือเงินของเหยื่อไปไกลแล้ว วิธีการเช่นนี้ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนในประเทศไทยอยู่บ่อยๆ แม้กระนั้น ก็ยังคงมีผู้เป็นเหยื่ออยู่เสมอ เหยื่อบางคนบอกว่าเหมือนป้ายยา หรือถูกสะกดจิตทำให้รู้สึกมึนงง ถอดเครื่องประดับหรือมอบเงินให้มิจฉาชีพไปอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งตามกฏหมายประเทศไทย ถือเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000.-บาท หรือตามมาตรา 335 แล้วแต่กรณี มิใช่ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งในเรื่องนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นตัวอย่าง ดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12338/2555

จำเลยทำทีเป็นเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ โดยพวกของจำเลยถามจำเลยว่าในกระเป๋ามีทองเต็มใช่หรือไม่ จำเลยเปิดกระเป๋าสตางค์ออกดู ผู้เสียหายมองเห็นทองรูปพรรณในกระเป๋า 3 ถึง 4 เส้น จำเลยพูดว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท แต่อย่าบอกผู้ใด และบอกให้ผู้เสียหายถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเอามารวมไว้ในห่อผ้าเช็ดหน้า แล้วผูกผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เสียหายถือไว้และให้ยืนรอ โดยจำเลยจะนำเงินมาให้ ผู้เสียหายรออยู่ 1 ชั่วโมง จำเลยไม่กลับมา ผู้เสียหายแกะห่อผ้าเช็ดหน้าออกดู พบว่ามีเงินเหรียญบาท 32 เหรียญ ดังนี้จำเลยกับพวกมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรก การที่จำเลยหลอกลวงว่าจะให้เงินผู้เสียหาย 10,000 บาท และให้ถอดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเอามารวมไว้ ล้วนเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้ได้ไปซึ่งสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะหลงเชื่อ แต่ผู้เสียหายก็ไม่ได้มีเจตนาส่งมอบสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องให้แก่จำเลย สาเหตุที่จำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้ เชื่อว่าเกิดจากการสับเปลี่ยนห่อผ้าเช็ดหน้า ซึ่งเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงและลักทรัพย์ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยให้เป็นไปตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และ 225

 

BY- ทนายนิค ปรึกษากฎหมายโทร 095-9567735 , 062-4487878 , 02-0749954 หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

 

เพิ่มฉันเป็นเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 181,026