google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

หยิบทรัพย์สินลูกหนี้ไปเพื่อบังคับชำระหนี้โดยลูกหนี้ไม่ยินยอม

กรณีที่มีการติดตามทวงถามหนี้เป็นตัวเงินด้วยตนเองนั้น เจ้าหนี้ไม่อาจจะริบทรัพย์สินหรือยึดทรัพย์สินของลูกหนี้โดยที่ลูกหนี้ไม่ได้ให้ความยินยอมไม่ได้ มิเช่นนั้นเจ้าหนี้จะมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญาได้เช่น

             ตัวอย่าง นายสงสัยได้ไปกู้ยืมเงินนายมดเพื่อนสนิทเป็นเงินเป็นจำนวน 300,000 บาท ได้ทำสัญญาต่อกันไว้มีกำหนดคืนเงิน 1 ปี ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดนายสงสัยยังไม่ได้คืนเงินให้แก่นายมด ติดตามทวงถามไปก็หลายครั้งแต่นายสงสัยกลับนิ่งเฉย จึงได้ไปติดตามทวงถามกับนายสงสัยที่บ้านและได้เจอสร้อยคอทองคำอยู่ 5 บาท จึงมีปากเสียงกันว่าเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้ จึงได้หยิบสร้อยเส้นดังมาแทนการชำระนี้เงินตามราคา นายสงสัยจึงไม่แจ้งความกับตำรวจฐานลักทรัพย์ต่อนายมดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334

            ดังนั้นแม้จะมีมูลหนี้ต่อกันเมื่อเจ้าของทรัพย์สินไม่ได้มีเจตนาที่จะสละกรรมสิทธิ์การครอบครองหรือไม่ได้มีเจตนาที่จะตีทรัพย์สินใช้หนี้แทนตัวเงินเจ้าหนี้ก็ไม่สามารถเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปได้ ผิดกฎหมายอาญาฐานลักทรัพย์ ต้องใช้สิทธิทางศาลในการติดตามให้ลูกหนี้ชะระหนี้ตามการกู้ยืมเงิน

            มาตรา 334  ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท

           อ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9603/2553 โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้จากจำเลยในราคา 310,000 บาท จำเลยรับชำระราคาแล้ว 200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 และ 458 แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระค่ารถยนต์ตู้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่

           การที่จำเลยบอกกับ ท. ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป ท. มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้และมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น และ ท. มิได้มอบกุญแจรถยนต์ตู้เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์เพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ปรึกษากฎหมายโทร 080-9193691 , 02-0749954 หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer


เพิ่มฉันเป็นเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 363,985