google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

ที่งอกริมตลิ่งย่อมเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินนั้น

บทความนี้กล่าวถึงเรื่องที่ดินงอกเพิ่มขึ้นมาจากตลิ่งซึ่งติดกับแม่น้ำ ลำธาร หนอง คลอง ต่างๆ ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินนั้นๆ แต่ต้องเป็นที่งอกจากฝั่งที่ดินของตนเอง น้ำท่วมไม่ถึง เกิดขึ้นโดยธรรมชาติไม่ใช่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

          ตัวอย่าง นายดำซื้อที่ดินติดแม่น้ำมา 1 ไร่ ปรากฏว่าอยู่ไปได้นานหลายสิบปี นายชาญวิทย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกรมเจ้าท่าได้มีโครงการสร้างแนวเขื่อนปูนล้อมลอบปากทางน้ำ เพื่อมิให้ทรายปิดปากทางน้ำได้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จทำให้น้ำไม่สามารถท่วมถึงที่ดินของนายดำได้เมื่อถึงเวลาตามฤดูฝน จึงถือว่านายดำได้ที่งอกริมตลิ่งมาโดยชอบแล้ว

          ดังนั้นเมื่อดูจากข้อเท็จจริงแล้ว แม้ที่งอกริมตลิ่งจะมิได้เกิดตามธรรมชาติก็ตามแต่นายชาญวิทย์ก็มิได้มีเจตนาทำให้ที่ดินของนายดำมีที่งอกริมตลิ่งเพิ่มขึ้น อีกทั้งนายดำก็มิได้มีส่วนในการจะทำให้เกิดที่งอกขึ้นมานั้น สิทธิของนายดำที่ได้มาจึงชอบแล้ว

อ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10534/2551 "โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารพร้อมทั้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่งอกริมตลิ่งของที่ดินของโจทก์ โดยหากโจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินพิพาทจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะ ไม่ใช่ที่งอกตามธรรมชาติ โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 กับสามีและบุตรของจำเลยที่ 1 ร่วมกันยึดถือครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่ตอนหลังกลับให้การว่า หากที่ดินพิพาทเป็นที่งอกตามธรรมชาติของที่ดินโจทก์ ที่ดินก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 กับสามีและบุตรของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองแล้ว เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณะไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ แต่เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 คดีนี้คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพราะเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ซึ่งเกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทรายชายหาดเนื่องจากมีสิ่งก่อสร้างเป็นเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลใกล้กับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์ ทำให้กีดขวางการเคลื่อนย้ายของตะกอนทรายชายฝั่งทะเลและกักเก็บตะกอนทรายนี้ให้สะสมตัว ทำให้ที่งอกเกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดจากมนุษย์นำไปถม วัตถุประสงค์ในการสร้างเขื่อนหินของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด ผู้สร้างเขื่อนหินเพื่อกันมิให้ทรายเปิดปากคลอง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดที่งอกริมตลิ่ง โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าว ที่งอกเกิดขึ้นติดต่อเป็นแปลงเดียวกับที่ดินเดิมโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การเกิดที่งอกในคดีนี้มิได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการสร้างเขื่อนหินของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด ทำให้กีดขวางการเคลื่อนย้ายตะกอนชายฝั่งเกิดที่งอกขึ้นโดยรวดเร็วไม่เป็นไปตามธรรมชาตินั้น เห็นว่า แม้ที่งอกอันเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเกิดขึ้นจากการที่บุคคลอื่นสร้างเขื่อนหินยื่นลงไปในทะเลใกล้กับที่ดินโฉนดเลขที่ 8894 และ 8895 ของโจทก์ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนทรายแล้วเกิดที่งอกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหินดังกล่าว ก็ถือได้ว่าที่งอกของที่ดินของโจทก์เป็นที่งอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่งอกดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้สั่ง ศาลฎีกาจึงสั่งเสียให้ถูกต้อง"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

           มาตรา 1308  "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น"
          ที่งอก หมายความถึง ที่ดินซึ่งติดพื้นน้ำงอกออกไปจากตลิ่ง ในฤดูน้ำหรือเวลาน้ำขึ้นปกติน้ำท่วมไม่ถึง ต่างจากที่ชายตลิ่งซึ่งน้ำท่วมถึง ที่งอกริมตลิ่งอาจจะงอกออกไปจากริมแม่น้ำ ริมบึง ริมทะเลสาบ ริมทะเล ก็ได้

ปรึกษากฎหมายโทร 080-9193691 , 02-0749954 หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer

เพิ่มฉันเป็นเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 352,601