google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

นำเช็คค้ำประกันไปฟ้องเป็นคดีอาญา เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ

การจะเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คได้นั้น สาระสำคัญประการหนึ่งคือเช็คพิพาทนั้น ต้องเป็นเช็คที่ออกไว้เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย

          ส่วนการออกเช็คค้ำประกันนั้น เช็คดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อชำระหนี้ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิดในทางอาญา แต่อย่างไรก็ดี ผู้ทรงเช็คก็ยังมีสิทธินำเช็คค้ำประกันดังกล่าวไปเรียกเก็บกับธนาคารได้อยู่ ส่วนหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ผู้ทรงเช็คก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องผู้สั่งจ่ายเป็นคดีแพ่งได้อยู่ แต่หากผู้ทรงเช็ครู้อยู่แก่ใจว่าเช็คที่ตนถืออยู่นั้น เป็นเช็คที่ออกให้ไว้เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ ไม่ใช่ออกให้เพื่อชำระหนี้ แต่ดันหัวหมอ รู้มาก ทะลึ่งนำไปขึ้นเงินเพื่อให้เช็คมันเด้งและนำไปฟ้องคดีอาญาเพื่อบีบลูกหนี้ว่าหากไม่จ่าย จะต้องติดคุก เช่นนี้ผู้ที่นำเช็คค้ำประกันไปฟ้องคดีอาญา ย่อมมีความผิดฐานฟ้องเท็จด้วย เตือนไว้เลย ระวังจะตกเป็นจำเลยเสียเองนะ มาดูตัวอย่างกันครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3963/2543

          การที่โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาทให้แก่จำเลยนั้น เป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันเงินกู้ที่โจทก์กู้ไปจากจำเลยจำนวน120,000 บาทเมื่อจำเลยนำเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา 4 จึงเป็นการฟ้องคดีอาญาต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิดการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1601/2538

          ขณะที่มอบเช็คให้จำเลยยังไม่มีวันที่สั่งจ่ายและรอยตราประทับของโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยนำเช็คฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 3 และเบิกความตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นการกระทำที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าการออกเช็คดังกล่าวของโจทกก์ทั้งสองไม่มีมูลความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ

อย่างไรก็ดี มีบางกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่น่าจะมีเจตนาฟ้องเท็จด้วย ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป ตัวอย่างเช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1911/2560

          โจทก์กู้เงินจำเลยจำนวน 500,000 บาท และได้ออกเช็ค 2 ฉบับ ให้แก่จำเลย แม้จำเลยนำเช็คสองฉบับดังกล่าวรวมจำนวนเงินตามเช็ค 500,000 บาท ไปยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญา และต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นประกันการชำระหนี้ ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อกฎหมาย โดยรับฟังข้อเท็จจริงจากหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นพยานหลักฐาน จำเลยนำมาสู่ศาลในคดีดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ประกอบกับจำเลยเป็นชาวต่างชาติซึ่งไม่ปรากฎว่าเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายไทย เมื่อจำเลยนำหลักฐานสัญญากู้ยืมเงินกับเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าว และเช็คฉบับอื่นๆ อีกหลายฉบับที่โจทก์ออกให้กับจำเลยไปปรึกษากับ ส. ประกอบวิชาชีพทนายความก็ได้รับคำแนะนำจาก ส. ว่าจำเลยสามารถใช้สิทธิทางศาลด้วยการยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาเกี่ยวกับการที่โจทก์ออกเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ จำเลยจึงได้มอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าว มีเหตุให้เชื่อได้ว่ำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดอาญาดังที่ทนายความแนะนำ เมื่อจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  175

BY- ทนายวรทัศน์ โฉมสิน ปรึกษากฎหมายโทร 095-9567735 , 080-3955536 , 02-0749954 หรือ แอดไลน์ @closelawyer หรือ คลิก https://line.me/R/ti/p/%40closelawyer


 

เพิ่มฉันเป็นเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 194,766