google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

จดทะเบียนสมรสกัน แต่ไม่อยู่กินเป็นสามีภริยากัน การสมรสนั้นตกเป็น “โมฆะ”

       การจดทะเบียนสมรสนั้น คือการสมรสที่ชายและหญิงยินยอมเป็นสามี ภริยากัน และต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้า นายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ และนอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความรักที่ถูกต้องตามกฎหมาย ยังเป็นการรักษาสิทธิต่างๆในการเป็นสามีหรือภรรยากันตามกฎหมายต่อกันด้วย แต่ทั้งนี้ อยากให้คุณมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป โปรดมองไปถึงความรักที่มีให้ต่อกันที่แท้จริง ตกลงจะเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาทั้งในทางธรรมชาติและกฎหมาย ได้ดูแลความทุกข์สุข เจ็บป่วยซึ่งกันและกันต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน และทำให้ทุกวันเปรียบเสมือนข้าวใหม่ปลามัน   

       จงอย่ามองความรักเป็นเพียงผลประโยชน์หรือทรัพย์สินที่ที่คุณจะได้รับจากคนรัก เพราะมิฉะนั้นแล้ว สิ่งที่คุณนั้นกระทำนั้นมันอาจใช่ความรักจริงๆ หากเพียงแต่รักในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเท่านั้น  อีกทั้งการสมรสนั้นยังอาจตกเป็นโมฆะตามกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น การจดทะเบียนสมรสที่จะให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายนั้น การแสดงออกถึงเจตนาที่จะยินยอมให้ความรักของตนนั้นปรากฏโดยเปิดเผยต่อสาธารณะชนและนายทะเบียนว่าเรานั้น ประสงค์จะใช้ชีวิตคู่อยู่กินเป็นสามีภริยาต่อกันจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งในเรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานครับ

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1067/2545

        การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากัน โดยทั้งสองคนตกลงจะเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาทั้งในทางธรรมชาติและกฎหมาย ได้ดูแลความทุกข์สุข เจ็บป่วยซึ่งกันและกันต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน การที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ช. แต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ด้วยกัน เมื่อ ช. ป่วย โจทก์เป็นผู้พา ช. ไปโรงพยาบาลและเสียค่ารักษาพยาบาลให้ และยังให้ ช. ไปพักอาศัยอยู่ด้วย ส่วนจำเลยยังคงพักอาศัยอยู่กับน้องสาวและไม่เคยออกค่ารักษาพยาบาลทั้งไม่เคยมาเยี่ยมเยียน ช. เลย เห็นได้ชัดว่าจำเลยกับ ช. มิได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด จำเลยเองก็ยังรับว่าไม่อยากไปจดทะเบียนสมรส แต่ ช. เป็นผู้พาไปโดยบอกว่าถ้าไม่จดทะเบียนสมรสแล้วจะไม่มีผู้ใดมีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอด ซึ่งก็ปรากฏว่าเมื่อ ช. ถึงแก่กรรมจำเลยเป็นผู้ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดมาจริง แสดงว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ช. โดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากันมาแต่แรก หากแต่เป็นการกระทำเพื่อให้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดเท่านั้น การสมรสของจำเลยจึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

        กฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

        มาตรา 1458 การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามี ภริยากัน และต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย 

        มาตรา 1495 การสมรสที่ฝ่าฝืน มาตรา 1449 มาตรา 145๐ มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ


        BY-ทนายธีระพล บัวลพ ปรึกษากฎหมายโทร 0959567735, 0612924656

เพิ่มเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 106,400