google-site-verification: google988c9a26901231a3.html

สามีหรือภริยา ให้ทรัพย์สินส่วนตนกับอีกฝ่ายหนึ่งในระหว่างสมรสต่อมาไม่พอใจและไม่อยากให้สามารถบอกล้างการให้และเรียกทรัพย์สินคืนได้

         ในกรณีที่สามีได้มอบทรัพย์สินให้ภริยาในระหว่างจดทะเบียนสมรส  ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน หรือยินยอมให้ภริยามีชื่อร่วมในบัญชีเงินฝากธนาคาร โดย ที่ดิน บ้าน และเงินในบัญชี เป็นทรัพย์ส่วนตัวของสามีที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสทั้งหมด ภายหลังสามี ภริยา ทะเลาะกัน  ภริยาหนีออกนอกบ้าน และไม่กลับมาหาสามีอีกเลย ส่วนสามีก็ไปมีภริยาใหม่     หากเป็นเช่นนี้ สามียังสามารถกลับไปเอาที่ดิน บ้าน หรือเงินที่มอบให้แก่ภริยากลับคืนมาได้ เพราะสัญญาที่สามีให้ทรัพย์สินแก่ภริยานั้น  ถือเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกัน ในระหว่างเป็นสามีภริยา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใด ที่เป็นสามีภริยากันอยู่ หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ก็ได้ ถึงแม้จะเลิกรามากกว่า 3 ปี  แต่ยังไม่หย่าขาดจากกันก็สามารถบอกล้างได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินกันไว้ในระหว่างสมรส โดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม เหตุแห่งการบอกล้างนั้นจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้ เมื่อสามีซึ่งเป็นผู้ให้ไม่พอใจภริยา สามีย่อมใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมได้ ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต  ทั้งนี้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2548

            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2548

          โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ตกลงยกเงินฝากประจำส่วนหนึ่งอันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์จำนวน 7,500,000 บาท ซึ่งอยู่ในบัญชีเงินฝากที่โจทก์ยอมให้จำเลยมีชื่อร่วมให้แก่จำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1469 บัญญัติให้สิทธิสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ภายในเวลาที่เป็นสามีภริยากันอยู่ หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่การบอกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกล้างนิติกรรมให้เงิน 7,500,000 บาท ต่อจำเลยแล้วในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายกันอยู่ การบอกล้างดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้างตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวอันเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่ชอบธรรม โดยเหตุแห่งการบอกล้างนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ให้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ไม่พอใจจำเลย โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมการให้เงินดังกล่าวแก่จำเลยได้ จึงไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

           BY-ทนายธนกฤต  ปรึกษากฎหมายโทร 095-9567735 , 095-1699998

เพิ่มเพื่อน

แบบฟอร์มปรึกษากฎหมาย/คดีความ

กรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ทีมงานจะตอบคำถามท่านภายใน 3 วัน

ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 124,752